Categories
Article

ILFORD Washaid vs ILFORD Ilfotol

สองชื่อคล้าย หน้าที่ต่างใครอยู่ตรงไหนของกระบวนการล้างฟิล์ม?

ในขั้นตอนการล้างฟิล์มขาวดำช่วงท้ายมักเป็นจุดที่มือใหม่เริ่มสับสนที่สุด

โดยเฉพาะชื่อที่คล้ายกันอย่าง ILFORD Washaid และ ILFORD Ilfotol

ทั้งคู่ต่างก็ถูกพูดถึงในห้องล้างฟิล์มบ่อยครั้ง แต่แท้จริงแล้ว หน้าที่ของพวกเขาไม่เหมือนกันเลย

ILFORD Washaid ผู้ช่วยล้างลึก ก่อนฟิล์มจะได้อาบน้ำครั้งสุดท้าย

หลังจากผ่านขั้นตอนฟิกซ์ (Fixer) เสร็จสิ้น ฟิล์มของเรายังไม่สะอาดดีพอ

เพราะภายในเนื้อเจลาตินอาจยังมีเศษสารฟิกซ์แทรกซึมอยู่ Washaid จึงทำหน้าที่เหมือนน้ำสะอาดที่ซอกซอนลึกเข้าไป

ช่วยชะล้างสารเคมีส่วนเกินออกมาอย่างอ่อนโยน

หน้าที่: ล้างสารฟิกซ์ตกค้างในเนื้อฟิล์ม

ผลลัพธ์: ฟิล์มสะอาดใส ไม่เหลืองในระยะยาว

ช่วงใช้งาน: หลังฟิกซ์เสร็จ ก่อนล้างน้ำสุดท้าย

ข้อดี: ประหยัดน้ำ ลดเวลาล้าง และช่วยยืดอายุฟิล์มให้ยาวนานขึ้น

อุณหภูมิที่เหมาะ: 18–24°C (ใกล้เคียงกับอุณหภูมิของขั้นตอนก่อนหน้า เพื่อป้องกันฟิล์มช็อก)

เรียกได้ว่า Washaid คือตัวช่วยฟื้นฟูผิวหนังของฟิล์มก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายของการล้าง

ILFORD Ilfotol เคลือบเงาก่อนแขวนตาก เพื่อให้แห้งใสไร้คราบ

เมื่อฟิล์มสะอาดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการปิดงานให้เนียน

และนี่คือหน้าที่ของ Ilfotol สารเคลือบผิวที่ช่วยให้หยดน้ำไหลออกจากฟิล์มได้เรียบเนียน

ไม่ทิ้งคราบแร่ธาตุ หรือรอยหยดหลังล้าง

หน้าที่: ป้องกันคราบน้ำและคราบแร่ธาตุ

ผลลัพธ์: ฟิล์มแห้งใส ผิวเรียบ สแกนหรือขยายภาพได้สะดวก

ช่วงใช้งาน: ขั้นตอนสุดท้าย หลังล้างน้ำ (หรือหลัง Washaid)

ข้อดี: ลดคราบโดยเฉพาะในพื้นที่น้ำกระด้าง ช่วยให้ผิวฟิล์มสวยและใสยิ่งขึ้น

Ilfotol จึงเปรียบเหมือนคอนดิชันเนอร์หลังอาบน้ำของฟิล์ม ทำให้ผิวเนียน ลื่น และพร้อมโชว์

3. ใช้แทนกันได้ไหม?

ไม่ได้ครับ เพราะจุดประสงค์ต่างกันโดยสิ้นเชิง

ผลิตภัณฑ์หน้าที่หลักจุดประสงค์
Washaidชะล้างสารฟิกซ์ตกค้างเพื่อยืดอายุและป้องกันการเหลืองของฟิล์ม
Ilfotolลดคราบน้ำและคราบแร่ธาตุเพื่อผิวฟิล์มใสและสวยงาม
4. แล้วควรใช้ทั้งคู่ไหม?

ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของคุณในแต่ละม้วนฟิล์ม

ล้างบ่อย เก็บสะสมระยะยาว: ใช้ Washaid + Ilfotol ต่อเนื่องกัน

ล้างเล่นเป็นครั้งคราว: ใช้ Ilfotol อย่างเดียวก็เพียงพอ

น้ำกระด้าง: Ilfotol สำคัญมาก

งานสำคัญ หรือเก็บเข้าคลัง: ใช้ทั้งคู่ดีที่สุด

สรุปสำหรับมือใหม่กล้องฟิล์ม

• ILFORD Washaid → ล้างสารฟิกซ์ออกให้หมด เพื่อยืดอายุฟิล์ม

• ILFORD Ilfotol → ป้องกันคราบน้ำ เพื่อให้ฟิล์มแห้งใสสะอาด

เพียงแค่เข้าใจลำดับการใช้งาน และคุมอุณหภูมิน้ำให้สม่ำเสมอ

คุณก็จะได้ฟิล์มที่สะอาด ทนทาน และสวยใส

พร้อมถูกเปิดดูอีกครั้งในอีกหลายสิบปีข้างหน้า

Categories
Article

จาก Lomography Fisheye ถึง Hasselblad F-Distagon – การเดินทางของเลนส์มุมโค้ง

Lomography Fisheye 2 ประวัติโดยย่อสำหรับมือใหม่

ปีที่เปิดตัว:

• 2005 โดย Lomographic Society International

• ถือเป็นรุ่นต่อยอดจาก Fisheye No.1 ที่ออกมาก่อนหน้านี้เพียงไม่นาน

ทำไมถึงน่าสนใจ:

• เป็น กล้องฟิล์ม 35mm ตัวแรกๆ ที่สร้างมาเพื่อถ่ายภาพ มุมมอง fisheye 170° โดยเฉพาะ

• ใช้งานง่ายมาก แค่ใส่ฟิล์ม 35mm ธรรมดา กดชัตเตอร์ก็ได้ภาพโค้งมนเต็มเฟรม

• มีแฟลชในตัว, มีกลไก Multiple Exposure, และสามารถถ่ายภาพซ้อนหรือทดลองได้ทันที

• ตัวบอดี้พลาสติก น้ำหนักเบา พกพาสะดวก ราคาย่อมเยา

เหตุผลที่มือใหม่ควรลอง:

• ให้ประสบการณ์การถ่ายภาพที่ ไม่เหมือนกล้องฟิล์มทั่วไป

• ภาพที่ได้เต็มไปด้วยความสนุก ขอบภาพโค้ง กลางภาพนูน เหมือนโลกทั้งใบถูกเก็บลงในวงกลม

• เหมาะกับคนที่อยากทดลอง มุมมองใหม่ๆ และไม่ต้องกังวลเรื่องเทคนิคซับซ้อน

เกร็ดน่าสนใจ:

• Lomography Fisheye 2 ยังเป็นแรงบันดาลใจให้เลนส์ fisheye รุ่นใหญ่ในวงการดิจิทัล

• แม้จะเป็น “กล้องป็อกแป๊ก” แต่ก็ทำให้หลายคนตกหลุมรักการถ่ายภาพ fisheye และต่อยอดไปสู่เลนส์โปรในอนาคต

มือใหม่ที่อยากลอง “เล่นกับภาพมุมมองโลกโค้ง” โดยไม่ต้องลงทุนสูง Lomography Fisheye 2 คือจุดเริ่มต้นที่ทั้งง่ายและสนุกที่สุด

Hasselblad Carl Zeiss F-Distagon T* C ประวัติโดยย่อสำหรับมือใหม่*

ปีที่เปิดตัว:

• ผลิตครั้งแรกโดย Carl Zeiss ในช่วงปลายทศวรรษ 1970

• ออกแบบมาสำหรับระบบ Hasselblad V-System (กล้อง Medium Format 6×6)

• ชื่อ “F-Distagon” มาจาก “Fish-eye Distagon” เพราะเป็นเลนส์ Fisheye พิเศษ สำหรับฟอร์แมตกลาง

จุดเด่นของเลนส์:

• ทางยาวโฟกัส 30mm f/3.5 ซึ่งให้มุมมอง 180° เต็มเฟรม 6×6

• ใช้ กระจกสะท้อน (Built-in Mirror) เพื่อลดปัญหาตัวกล้องบังมุมภาพ — เป็นเลนส์ fisheye ที่ออกแบบซับซ้อนมาก

• เคลือบเลนส์ด้วย T* Coating ของ Zeiss ทำให้ได้สีและคอนทราสต์จัดจ้าน แม้ย้อนแสง

• ให้ภาพโค้งมนเต็มเฟรม สร้างสรรค์ และเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนเลนส์ใดๆ

เหตุผลที่น่าสนใจ:

• เป็นหนึ่งในเลนส์ที่ หายากและราคาสูงที่สุด ของระบบ Hasselblad เพราะผลิตจำนวนไม่มาก

• สำหรับมือใหม่ มันคือตัวอย่างชัดเจนว่า เลนส์ fisheye ไม่ได้มีแต่ในกล้องเล็ก แต่ยังมีในระบบมืออาชีพด้วย

• ทุกช็อตที่ได้จาก F-Distagon มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เลียนแบบยากในระบบอื่น

เกร็ดน่าสนใจ:

• เลนส์ตัวนี้เคยถูกใช้งานในการถ่ายภาพเชิงวิทยาศาสตร์และงานสร้างสรรค์ขั้นสูง

• ถือว่าเป็นหนึ่งในเลนส์ “ไอคอน” ของ Zeiss/Hasselblad ที่สะสมได้ทั้งในฐานะ เครื่องมือถ่ายภาพ และ ของสะสมทางประวัติศาสตร์


Hasselblad Carl Zeiss F-Distagon T* C คือเลนส์ fisheye ระดับตำนานสำหรับกล้อง Medium Format ที่ทั้งหายาก สร้างภาพมุมมองโลกโค้งแบบ 6×6 ได้เต็มเฟรม และยังเป็นหนึ่งในเลนส์ที่นักสะสมและช่างภาพใฝ่ฝันมากที่สุด

เลนส์ Fisheye กับผม — ความผูกพันที่ไม่รู้ตัว


กล้องฟิล์มตัวแรกของผม ย้อนกลับไปเมื่อราวปี 2007 คือ Lomography Fisheye 2 กล้องป็อกแป๊กตัวเล็กที่ให้มุมภาพแบบ “ตาปลา” กลมโค้งราวกับมองผ่านรู ประตู… แค่ชื่อ Fisheye ก็เล่าได้หมดแล้วว่ามันมอบภาพแปลกตาขนาดไหน


จากนั้นเส้นทางถ่ายภาพก็เปลี่ยนผ่านไปเรื่อยๆ จากฟิล์มไปสู่ดิจิตอล DSLR ตัวแรก Nikon D200 อัปเกรดเป็น D700 และ D4 แต่เลนส์ที่ผมไม่เคยวางคือ Nikon AF Fisheye-NIKKOR 16mm f/2.8D Lens ใช้ทั้งถ่ายเล่นและถ่ายงานจริง โดยเฉพาะงานรับปริญญาที่ต้องการมุมสนุกและแตกต่าง แม้ย้ายค่ายไป Canon 6D และ 1DX ก็ยังมี fisheye ติดกระเป๋า คราวนี้เป็น Tokina 10–17mm f/3.5–4.5 DX Fisheye

รูปเลนส์ข้าง บน 2รูปนี้ สร้างโดย AI รูปเลนส์ อาจผิดเพี้ยนไปเล็กน้อย

จนวันที่ผมหันกลับมาถ่ายฟิล์มอย่างจริงจังกับ Hasselblad ผมถึงพบว่าในโลก Medium Format ก็มี fisheye เช่นกัน Hasselblad 30mm f/3.5 F-Distagon T* C นี่แหละจุดเปลี่ยน เพราะถ้า fisheye บนดิจิตอลหรือฟิล์ม 135 มันว้าวแล้ว… fisheye บนฟิล์ม 120 ยิ่งกว่านั้น ทั้งมุมกว้างสุดขอบ ความโค้งที่นุ่มขึ้น และความละเอียดแบบฟิล์มใหญ่ที่ให้ฟีลลิ่งไม่เหมือนใคร
พอมองย้อนกลับมา ผมถึงได้รู้ว่าเส้นทางถ่ายภาพทั้งชีวิต ไม่ว่าจะฟิล์มหรือดิจิตอล ไม่ว่าจะเปลี่ยนกล้องหรือค่ายกี่ครั้งก็ตาม เลนส์มุมมองแปลกใบนี้ก็ไม่เคยหายไปจากผมเลย ความผูกพันที่เพิ่งรู้ตัวเอาตอนนี้เอง

ตัวอย่างภาพจากกล้อง Fisheye No. 2 35 มม

ตัวอย่างภาพจากกล้อง DSLR ด้วยเลนส์

Nikon AF Fisheye-NIKKOR 16mm f/2.8D

Tokina 10–17mm f/3.5–4.5 DX Fisheye

ตัวอย่างภาพจากเลนส์ Hasselblad 30mm f3.5 F-Distagon T* C

❝ครั้งแรกที่เห็น fisheye สำหรับ medium format .. ว้าวมาก❞

Kodak Portra 400

Kodak Eastman Double X

Kodak Portra 800

❝ภาพที่ออกมา อาจไม่ perfect แต่เป็น ‘ภาพที่บอกว่าเราเคยอยู่ตรงนั้นจริงๆ’  และนั้นคือเสน่ห์ของfisheye ที่ผมคงไม่ทิ้งไปอีกนาน ❞

Categories
Article

เมื่อวันหนึ่งเครื่องสแกนฟิล์มตาย: อนาคตเราจะอยู่กันอย่างไร?

ถ้าคุณถ่ายฟิล์มอยู่เป็นประจำ คุณคงรู้จักชื่อเครื่องสแกนอย่าง Fuji Frontier หรือ Noritsu ดี เครื่องสแกนเหล่านี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ฟิล์มเนกาทีฟกลายเป็นไฟล์ดิจิทัลในโทนสีและคาแรกเตอร์ที่คนรักฟิล์มหลายคนชื่นชอบ แต่ก็ต้องยอมรับตามตรงว่าเครื่องเหล่านี้ถูกผลิตมาตั้งแต่ 20–30 ปีก่อน อะไหล่ก็เริ่มขาด ช่างซ่อมก็เหลืออยู่น้อยเต็มที

แล้วถ้าสักวันหนึ่ง ช่างซ่อมหมดไป อะไหล่หมดไป เครื่องดับลงแบบซ่อมไม่ได้เลยจริงๆ เราจะทำอย่างไร?

• ฟิล์มยังผลิตอยู่

• น้ำยาล้างยังผลิตอยู่

• แต่เครื่องสแกนที่ให้โทน “แบบ Fuji Frontier” ไม่มีอีกแล้ว

มันอาจเป็นฝันร้ายของคนถ่ายฟิล์มเลยก็ว่าได้ เพราะเครื่องสแกน flatbed อย่าง Epson V800 แม้จะพอใช้ได้ แต่หลายคนก็บอกว่ายังให้ “ลุค” หรือ workflow แบบ lab ไม่เหมือนเดิม

คำถามสำคัญก็คือ ทำไมถึงไม่มีใครพัฒนาเครื่องสแกนแนว mini-lab รุ่นใหม่ๆ ออกมาทดแทน? ทั้งที่ตลาดฟิล์มยังเดินอยู่ น้ำยาล้างยังมีขาย แต่สแกนเนอร์ระดับ lab ที่ “เราชอบ” กลับหยุดพัฒนาตั้งแต่ยุค 90s

ความเป็นไปได้

• ตลาดเครื่องสแกนฟิล์มใหม่อาจเล็กเกินไปสำหรับการลงทุนพัฒนา

• ราคาต้นทุนสูงมากเมื่อเทียบกับความต้องการ

• ผู้ผลิตอาจคิดว่า flatbed หรือสแกนกล้องดิจิทัล (DSLR scan) เพียงพอแล้ว

แต่สำหรับคนที่ต้องการ workflow เดิม สีเดิม ความเร็วเดิม frontier / noritsu แบบใหม่จริงๆ กลับไม่มีใครทำ

อนาคตทางรอด

• ศึกษาวิธีสแกนด้วยกล้องดิจิทัล (digital camera scanning) ที่คุณภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ

• เรียนรู้การแก้สีเองในโปรแกรม เช่น Negative Lab Pro หรือ ColorPerfect

• พยายามดูแลและรักษา Frontier / Noritsu ที่มีอยู่ให้ดีที่สุด

• เผื่อไว้สำหรับการพัฒนาของเทคโนโลยี AI ที่อาจมาช่วยจำลองลุคการสแกน Frontier ในอนาคต

บทเรียนสำคัญคือ

“ถ้าคุณยังรักสีจาก Frontier วันนี้ควรบำรุงมันให้ดีที่สุด เพราะพรุ่งนี้อาจไม่มีใครซ่อมให้คุณได้อีก”

Categories
Article

การทดลองล้างฟิล์มร่วม: ทางเลือกใหม่ที่ประหยัดเวลาและยังคงคุณภาพ

ในการถ่ายภาพด้วยฟิล์มโดยเฉพาะฟิล์มขาวดำที่มีความหลากหลายทั้งด้านยี่ห้อและค่า ISO หนึ่งในขั้นตอนที่มักต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษคือการล้างฟิล์มเนื่องจากฟิล์มแต่ละชนิดมักมีข้อแนะนำในการล้างที่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอัตราส่วนน้ำยาอุณหภูมิหรือเวลาจึงเป็นเรื่องปกติที่จะต้องล้างแยกกันเพื่อรักษาคุณภาพของภาพถ่ายให้ดีที่สุด

อย่างไรก็ตามจากความสงสัยเล็กที่เกิดขึ้นในครั้งนี้นำไปสู่การทดลองใหม่ที่ท้าทายข้อจำกัดเดิมโดยมีเป้าหมายคือการล้างฟิล์มต่างชนิดร่วมกันด้วยสูตรที่เหมือนกันทุกประการทั้งในแง่ของเวลาอัตราส่วนและอุณหภูมิ

สำหรับการทดลองนี้ได้ใช้ฟิล์มขาวดำ 2 รุ่นที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันอย่างชัดเจนได้แก่

• Kentmere Pan 100

• Rollei RPX 25

โดยทั้งสองม้วนถูกล้างพร้อมกันด้วยน้ำยา ILFORD ILFOSOL 3 อัตราส่วน 1+9 ที่อุณหภูมิ 20°C เป็นเวลา 5 นาทีผลลัพธ์ที่ได้คือคุณภาพของภาพที่ยังคงมาตรฐานที่น่าพอใจขณะที่สามารถลดจำนวนรอบการล้างลงได้ครึ่งหนึ่งช่วยประหยัดทั้งเวลาแรงงานและทรัพยากร

บางครั้งการเปิดใจทดลองสิ่งใหม่ด้วยเหตุผลเพียงแค่อยากรู้ก็อาจนำไปสู่แนวทางการทำงานที่แตกต่างและมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยเฉพาะในโลกของการถ่ายภาพด้วยฟิล์มที่ยังคงเปิดพื้นที่ให้ค้นหาทดลองและตั้งคำถามกับทุกกระบวนการอยู่เสมอ

Categories
Article

Film Tips : About Hasselblad

สวัสดีครับ ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง กล้อง Hasselblad แต่ผมมีความรักใน Hasselblad ประกอบ กับใช้มาเป็นเวลาหลายปี ซึ่งผมได้รวบรวมความรู้ต่างๆ จาก อ.ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง และ ช่างซ่อมกล้อง Hasselblad ที่ให้ข้อมูล ผมมาตลอด รวมถึงจากประสบการณ์ของผมเอง ผมจึงอยาก นำข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ มาแชร์ต่อให้ทุกท่านที่มีความสนใจ ผมหวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย หากข้อมูลผิดพลาดประการใด ก็ขอกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ ขอบคุณครับ

เรื่องวิธีดูที่เก็บแผ่นDark Slide Holder ที่ติดกับกลักฟิล์มของกล้องHasselblad ว่าของแท้กับของเทียบต่างกันยังไง 

Dark Slide Holder ที่เป็นของแท้จะไม่มีขายแยก เพราะจะออกมาพร้อมกับตัวกลัดฟิล์มบางรุ่น หรือ รุ่นหลังๆเท่านั้น และไม่สามารถถอดไปติดกับตัวกลัดฟิล์มรุ่นก่อนได้ครับ ส่วนที่เป็นของเทียบจะมีขายอยู่เป็นของใหม่ ราคาอยู่ที่หลักร้อยถึงหลักพันกว่าบาทเท่านั้น

Dark Slide Holder ของแท้กับของเทียบก็จะแตกต่างกันประมาณนี้ (ล่าสุด) ให้สังเกตุที่ฟ้อนต์ยี่ห้อ ของแท้จะเขียนว่า Hasselblad Sweden แต่ของเทียบจะเขียนแค่ว่า For Hasselblad (แต่อนาคตอาจจะมีทำได้เหมือนกันมากขึ้นก็เป็นได้) และตัวเนื้อพลาสติกเกรดของแท้เท่าที่สัมผัสดูจะเงาๆด้านๆนิดๆหน่อยๆ ก็บอกไม่ถูก แต่คุณภาพดีเลยครับ ส่วนของเทียบเนื้อพลาสติกจะมีทั้งแบบด้านและเงา แยกชัดเจนจะไม่เหมือนของแท้ที่มันผสมกันเงากึ่งด้านหน่อยๆ 

รูปตัวอย่างน่าจะพอเห็นได้ชัดนะครับ ว่าอันไหนของแท้ อันไหนของเทียบ 

ส่วนด้านในอย่างที่บอกไปคร่าวๆว่าทำไมของแท้ถึงไม่มีขายแยกหรือไม่สามารถติดกับกลัดฟิล์มรุ่นแรกๆบางตัวได้ ก็เพราะกลักฟิล์มรุ่นที่มีที่เก็บแผ่น Dark Slide Holder มันจะมีรูกับน็อตที่ยึดระหว่างตัวกลักฟิล์มกับตัวholderครับ แต่ของเทียบคือเป็นกาวสองหน้าติดอยู่ที่ตัวholderและติดกับหนังด้านนอกครับ 

คร่าวๆ รุ่นบอดี้กล้องที่ตัวกลักฟิล์มจะมีติดตัวเก็บแผ่นดาร์กสไลด์มาด้วยจะมีตามนี้ครับ 503cw, 501cm, 202FA, 203FE, 205TCc และ 205Fcc ครับ

ซึ่งส่วนตัวผมก็ไม่ได้มีปัญหากับของแท้หรือของเทียบนะครับ เน้นใช้งาน แค่กันคนบางกลุ่มที่หัวหมอจะมาหลอกหรือโก่งราคา เพราะกลักฟิล์มรุ่นที่มีที่เก็บแผ่น Dark Slide Holder มันเป็นกลักฟิล์ม รุ่นหลังๆที่ผลิตออกมาน้อย และราคาในตลาดมือสองก็อาจจะแพงกว่ากลัดฟิล์มรุ่นธรรมดา รุ่นแรกๆนิดนึง

เรื่องวิธีดูว่าบอดี้กล้องและตัวกลักใส่ฟิล์ม ของเรานั้นผลิตปีไหน มันจะมีรหัสลับบอกอยู่ครับ

V H P I C T U R E S 

1 2 3 4 5 6 7 8 9 0

ที่ด้านหลังของตัวกล้อง(Body Camera) กับกลักฟิล์ม (Magazine Film Back) จะมีตัวอักษรภาษาอังกฤษอยู่ ซึ่งถ้าเราดูตามรหัสข้างบน

U = 7 , T = 6 เป็น 76 กลักฟิล์มตัวนี้ผลิตเมื่อปี 1976 เป็นต้นครับ

ส่วนของบอดี้กล้อง U = 7 , R = 8 บอดี้กล้องตัวนี้ผลิตเมื่อปี 1978 ครับ

และอีกเรื่องนึก ตัวไส้ในของตัวกลักฟิล์ม ซึ่งปัจจุบันจะค่อนข้างสลับกันมั่วไปหมด หรือ บางตัวเลขก็ถลอกออก ไม่ก็หลุดออกไปทำให้ไม่รู้ว่าเป็นรหัสอะไร แต่ตามหลักแล้ว ใส้ในกับตัวหลักต้องเป็นเลขเหมือนกัน แต่จริงๆถามว่าสำคัญมั้ย หรือ มันมีผลต่อการถ่ายรูปมั้ย บอกเลยครับ ไม่มีผลใดๆกับการถ่ายรูป ซึ่งในบางครั้งได้เลขมาตรงกัน แต่อาจจะต้องมาเสียเงินซ่อมแซมเยอะกว่าเลขที่ไม่ตรงกันค่อยข้างบ่อย เพราะการที่เลขตรงกันเจ้าของเดิมอาจจะไม่เคยเอาออกมาใช้เลย เป็นของเก่าเก็บ ส่วนอันที่สลับไปมาก็เกิดจากการใช้งานในกองถ่ายเมื่อก่อนที่ต้องใช้กลักฟิล์มหลายกลัด เพราะต้องถ่ายฟิล์มหลายม้วน ในเวลาที่จำกัด ก็เลยทำให้ไส้ในมันสลับไปมา ตอนที่ขายต่อมือสองกันครับ

วิธีดูก็ง่ายให้ดูเลขของไส้ในจะมีเลข 3หลัก (รูปข้างบน) 838 ก็จะตรงกับ 30EI60838 ที่เป็นเลข3ตัวหลังครับ

บางรุ่นอาจจะเป็น 6หลัก พร้อมกับมีตัวอักษร2ตัว เหมือนที่กลักด้านนอกครับ อันนี้แล้วแต่รุ่นของตัวกลักฟิล์ม เพราะ Hasselblad มีผลิตตัว Magazine Film Back มาก็ค่อนข้างจะหลายรุ่นครับ

Focusing Screen

Acute matte focusing screen D type ที่มีความสว่างมาก โฟกัสง่าย เป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ติดมากับตัวกล้อง (ลักษณะของ Acute Matt screen D type สังเกตุง่ายๆ จะเห็นว่าขอบของสกรีนมีรอยบาก 2 ตำแหน่ง) ส่วนสกรีน Acute Matt Screen type จะไม่มีรอยบากสองจุดนี้ Acute Matt screen ผลิตแยกจำหน่ายเพื่อ upgrade ให้รุ่นที่ผลิตออกมาก่อนหน้านี้ เช่น 500cm 503cx 500ELM 500ELX 553ELX ที่ยังเป็น Bright screen หรือ Standard screen ได้ใช้สกรีนที่สว่างขึ้น

ส่วน Acute Matt Screen D type สกรีนที่มีรอยบาก 2 จุดนี้และเราเห็นแยกขายนั้น อาจเป็นไปได้ว่าอาจถูกถอดสับเปลี่ยน เพื่อนำมาขายแยกต่างหาก เพราะปกติแล้ว Acute Matt Screen D type ผลิตมาเท่าๆ กับจำนวนกล้อง 501cm หรือ 503cw เท่านั้น ไม่ได้ผลิตเกินเพื่อจำหน่ายให้กล้องรุ่นๆ ก่อนๆ อับเกรด 


Diopter

เคยสงสัยมั้ยได้กล้องฟิล์มHasselbladมาแล้ว แต่ทำไมมองไม่ชัด หรือ ถ่ายออกมาโฟกัสไม่เข้า ทั้งที่ก็เปลี่ยนตัว “Focusing Screen” เป็นแบบ Acute Matt Screen type ที่มีความสว่างมาก โฟกัสง่าย แต่ก็ยังมองไม่ชัดอยู่ที่ เหมือนจะชัด เหมือนจะโฟกัสเข้า แต่พอดูรูปแล้วหรือเอาฟิล์มไปล้างสแกนออกมา กลับเบลอไม่ชัด จนหลายคนน่าจะมีอาการเลิกเอากล้องHasselbladมาถ่ายกันเลยทีเดียว และก็ไม่มีใครรู้ถึงสาเหตุจริงๆจังๆสักคน ทุกคนล้วนเข้าใจว่า เป็นเพราะตัวสกีนไง แต่ถ้าเปลี่ยนสกินจากตัว Standard Foucing Screen เป็นแบบ Acute Matt Screen type แล้วทำไมยังมองไม่ชัด ส่วนมากก็ไม่ค่อยมีใครตอบได้ 

จนวันนึงผมได้รู้ว่าเราสามารถเปลี่ยนตัวแว่นขยายหรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Diopter ซึ่งมันมีระยะต่างกันด้วยกันถึง 11ระยะ จะแบ่งเป็น +5 ถึง 0 แล้วก็ไปที่ -5 ซึ่งตัว Diopter นี้จะมีทั้งแบบแผ่นที่ถอดเปลี่ยนกับช่องมอง waist level viewfinder และแบบเกลียวคล้ายฟิวเตอร์ที่เป็นวงกลมสำหรับเปลี่ยนกับ prism finder

ซึ่งความแตกต่างระหว่างตัว waist level viewfinder กับ prism finder ต่างกันแค่ waist level จะมองสลับซ้ายเป็นขวาขวาเป็นซ้าย ซึ่งหลายๆคนจะไม่ค่อยชอบเพราะมันทำให้สลับสน แต่บางคนก็จะทำความเคยชินได้ก็ไม่เป็นปัญหา แต่ตัว prism นอกจากจะปรับซ้ายเป็นซ้ายขวาเป็นขวาแล้ว ภาพที่มองจะค่อนข้างตรงกับตัวเลนส์มากกว่าหน่อยนึง เพราะเท่าที่ใช้มาและสังเกตุดูเหมือนตัว waist level มันจะซูมเข้าไปมากกว่านิดหน่อย ซึ่งส่วนตัวก็ชอบตัวwaist level นะครับ เพราะมันดูชัดดีตอนโฟกัส

ส่วนมากตัว Diopter ที่ติดมากับกล้องมักจะเป็นค่ากลางคือ 0 ที่เป็นสายตาสำหรับคนปกติ ซึ่งส่วนมากจะดูกันชัดไม่มีปัญหา แต่ใครสายตาสั้นหรือยาว และไม่ใส่แว่นหรือเพราะสั้นแค่นิดหน่อยหรือแว่นที่ตัดไว้นานมากแล้วสายตาสั้นขึ้นหรือยาวขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย ก็ต้องหาพวกบวกหรือลบ (+/-) มาดูนะครับ ตัวอย่างอย่างของผมเองจะเป็น -1 หรือ -3 จะดูค่อนข้างชัด แต่ส่วนตัวยังสายตาไม่ยาว และสายตาสั้นนิดหน่อยบวกเอียง ก็งงกับตัวเองอยู่ มันควรจะเป็นบวกมั้ย แต่พอลองใส่ +1 กลับไม่ชัด ใส่ 0 ดูชัดนิดนึงแต่ไม่มาก ยังดูเบลอๆมัวๆ แต่พอใส่ -1 เท่านั้นแหละ เหมือนได้ดวงตาแห่งธรรม มองชัดแจ๋วหมดเลย 

สำหรับผู้เริ่มต้นกับกล้องฟิล์ม Hasselblad ที่เป็น Medium Format Camera ซึ่งป็นเรื่องต้องเรียนรู้ใหม่ ตั้งแต่การจับถือกล้อง การใส่ฟิล์ม การวัดแสง การเริ่มจัดองค์ประกอบภาพจากเฟรมสี่เหลี่ยมจัตุรัส ฯลฯ แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นสื่งที่ไม่ได้ยากเกินไปที่จะเรียนรู้

ช่องว่างระหว่างเฟรม เรื่องเล็กที่บอกว่ากล้องคุณเริ่มเหนื่อยแล้ว

บางคนอาจเคยเจอเวลาสแกนฟิล์มกลับมาแล้วเห็นว่า “ช่องว่างระหว่างเฟรม” มันเริ่มชิด หรือบางภาพแทบจะชนกันจนตกใจ แต่จริงๆ แล้ว… มันไม่ใช่เรื่องแปลกเลย

ปัญหานี้ไม่ได้เกี่ยวกับว่า “ใช้กล้องบ่อยเกินไป” หรือ “เก็บไว้นานจนฝุ่นจับ” แต่มันเกิดจากกลไกภายใน film back ที่เริ่มล้าต่างหาก

แรงดึงของแกน take-up spool ที่ไม่สม่ำเสมอ เฟืองในระบบ transport ที่เริ่มสึก หรือแม้แต่ลูกกลิ้งเล็กๆ ที่ฟิล์มต้องผ่านก่อนเข้าช่องกด ทั้งหมดนี้มีผลต่อการเลื่อนฟิล์มในทุกเฟรม

ฟังดูเหมือนเรื่องเล็ก แต่ช่องเฟรมที่ชิดเพียงไม่กี่มิลลิเมตร ก็สะท้อนอาการของ “กล้องที่ไม่ได้พักมานาน” หรือ “ถูกพักนานเกินไป” ได้เหมือนกัน

เพราะไม่ว่าจะใช้กล้องทุกวัน หรือวางบนหิ้งเป็นปีๆ ถ้าไม่ได้ CLA (Clean–Lube–Adjust) ทุก 3–5 ปี กลไกมันก็แห้ง แข็ง หรือฝืดจนทำงานไม่เที่ยงอีกต่อไป

บางทีเฟรมที่เริ่มชิด ก็เหมือนเสียงกระซิบจากกล้อง ที่บอกว่า
“ถึงเวลาพาฉาไปเช็กสุขภาพบ้างนะ”

หรือพูดแบบภาษาช่างๆ ก็คือ

“เฟรมชิดไม่ใช่เพราะมันเหนื่อยจากการทำงานหนัก หรือเหงาจากการไม่ได้ใช้… แต่เพราะมันถึงเวลาได้พักบ้างแล้ว” 😌

Categories
Article

เรื่องของฟิล์มหนัง Kodak Eastman สีและขาวดำ [135&120]

ตอนเริ่มถ่ายฟิล์มใหม่ๆแบบยังไม่มีความรู้เท่าไหร่ ประมาณ2007 ตอนนั้นเอาตรงๆชอบทุกฟิล์ม ถ่ายได้หมดจะยี่ห้อไหน สี ขาวดำ สไลด์ บูด ได้หมดจริงๆ เพราะชอบความเป็นธรรมชาติของแต่ละชนิด ที่สีโทน ไม่มีตายตัว ใครว่าฟูจิต้องอมเขียวเสมอไป อยู่ที่อุณหภูมิแสงของแต่ละทวีปหรือช่วงค่าแสงเวลาต่างๆ ยังไม่รวมถึงเลนส์ที่ใช้เป็นเลนส์แก้วธรรมดา เลนส์พลาสติก หรือเลนส์แก้วที่โค้ดติ้งเพิ่ม แล้วก็น้ำยาต่างๆ อีกมันไม่มีอะไรตายตัวจริงๆ แต่ตอนนี้ คือเจอฟิล์มที่ชอบจริงๆละ แบบต้องหาซื้อติดไว้ตลอดเลย สำหรับของ120 คือ Kodak Eastman ที่ออกแบบมาเพื่อใช้สำหรับถ่ายทำหนัง/ภาพยนต์ ที่ต้องใช้กล้องIMAXเท่านั้น เลยต่อไปขอเรียกสั้นว่า ฟิล์ม Kodak IMAX ละกันครับ ส่วนฟิล์มหนังที่เป็นขนาด 35mm (135) ส่วนตัวยังเฉยๆคือไม่ได้ชอบอะไรเท่าไหร่ครับ

ฟิล์มหนังจะมีทั้ง ฟิล์มสี ฟิล์มขาวดำ และ ฟิล์มสไลด์ แบบฟิล์มสีปกติเหมือนกันนะครับ แต่จะต่างตรงที่ ฟิล์มหนังที่เป็นขาวดำ หรือ สไลด์ จะไม่มีการเคลือบคาร์บอนเหมือนกันตัวฟิล์มสี ซึ่งฟิล์มหนังสไลด์หรือฟิล์มหนังขาวดำจะสามารถล้างรวมกับฟิล์มขาวดำ/ฟิล์มสไลด์ปกติได้เลยครับ แต่ก็ไม่ค่อยมีฟิล์มหนังขาวดำ/สไลด์ ออกมาโหลดขายให้เยอะเท่ากับฟิล์มหนังสีครับ

“ ความสนุกของกล้องฟิล์ม ไม่ใช่แค่โทนสี!! มันคือความคาดเดาได้ยากของภาพที่ออกมา ความสนุกที่ลบทิ้งไม่ได้ ไม่มีปุ่มdelete “

เหตุผลที่ชอบเพราะมันดูมีเอกลักษณ์เพิ่มกว่าฟิล์มปกติ สี/ขาวดำ/สไลด์ ของฟิล์ม 120 กว่าตรงที่มีรูหนามเตย เวลาสแกนก็จะเห็นรูหนามเตยหน่อยๆ ส่วนตัวมองว่าทำให้ดูมันเป็นฟิล์มเพิ่มขึ้นดี เพราะฟิล์ม120 คุณภาพค่อยข้างดี เรื่องความเนียนละเอียด ทำให้เวลาถ่ายถ้าไม่บอกบางทีก็ไม่รู้เลยว่าใช้ฟิล์มถ่าย นึกว่าใช้ดิจิตอลถ่ายแล้วใส่filter/plug-in/preset โทนสีฟิล์มแบบค่ากลางลงไป 

แต่ฟิล์ม Kodak IMAX เองก็ยังมีส่วนที่ไม่ค่อยชอบตรงที่ น่าจะมียิงโค้ดบอกรหัสฟิล์มตรงขอบหน่อยก็ยังดี แบบว่าตัวนี้คือ 5203,5213,5207,5219 เคยมีอยู่ครั้ง ที่ตอนถ่ายฟิล์มของทาง Kodak IMAX มาแรกๆแล้วไม่จดไว้ แค่ใส่ซองแล้วเก็บใส่แฟ้ม เวลาผ่านไป ลืมเลย แยกไม่ออก อันไหน 50D อันไหน 250D คือ ระหว่าง T(Tungsten) D(Daylight) ยังพอแยกได้บ้างตอนสแกน แต่ iso grain อย่าง 500T 200T ก็ยังพอจะแยกได้บ้าง ถ้าชำนาญ แต่ 250D กับ 50D คือ บอกตามตรงแยกไม่ได้จริงๆ ไม่เชี่ยวชาญพอ เพราะ250D มันก็ละเอียด เนียนพอสมควร ไม่ค่อยมีgrain ให้เท่าไหร่ 500T ยังพอมีให้เห็นบ้างนิดหน่อย 

***ขอแก้ไขและเพิ่มเติมนิดนึง พอดีพึ่งได้ข้อมูลครับ กราบขออภัย ข้อมูลใหม่พึ่งรู้มาว่า จริงๆตัวฟิล์มหนัง120ที่ใช้กับกล้องถ่ายหนังยี่ห้อ/รุ่น IMAX เลยเรียกฟิล์มหนัง120เรียกว่า ฟิล์มหนังIMAX ซึ่งจากที่เห็นรูปฟิล์มหนัง120 ที่ใช้ถ่ายนังจริงๆมาเหมือนตัวขนาดของฟิล์มจะเป็นขนาด 70MM แต่เนื่องด้วยกระดาษที่ใช้พันฟิล์มสี/ขาวดำและตัวฟิล์ม120 มันมีขนาดประมาณ​ 60-65MM เลยต้องมาตัดขอบให้ความกว้างมันลดลงเพื่อที่แสงจะได้ไม่รั่วโดนฟิล์มครับ และส่วนที่โดนตัดทิ้งไปก็เผอิญเป็นส่วนที่บอกชื่อโค้ดฟิล์มด้วยนั้นเองครับ ตัวอย่างฟิล์มถ่ายหนัง Kodak IMAX ที่ใช้ถ่ายหนังจริงๆ เช่น Batman ครับ สังเกตุขอบฟิล์มจากรูหนามเตยจะมีพื้นที่เพิ่มอีกหน่อย

กับอยากให้ทางค่าย Kodak ทำการผลิตฟิล์มหนังทั้งสีและขาวดำของ IMAX ออกมาเลยก็ดีครับ เพราะปัจจุบันที่มีซื้อขายและใช้ถ่ายภาพนิ่งกันอยู่ เป็นการที่ทางร้านหรือคนได้ไปขอซื้อหรือประมูลเศษฟิล์มที่เหลือจากการถ่ายหนังแล้วนำมารีโหลดเอง ซึ่งก็อาจจะมีปัญหาบ้างเช่นฟิล์มได้มเป็นรอยหรือมีแสงรั่วหรือโหลดมาความยาวไม่พอดี สั้นไปยาวไปครับ แต่ก็ไม่ได้ว่าหรือตำหนิคนโหลดนะครับ คือ เข้าใจตรงปัญหาตรงนี้ เพราะการโหลดฟิล์ม120 มันค่อนข้างยากกว่าฟิล์ม135เยอะมาก ซึ่งส่วนตัวเองก็ยังไม่สามารถที่จะโหลดฟิล์ม120ได้เองเลย ที่มีโหลดฟิล์มเองส่วนมากก็จะเป็นแค่ฟิล์ม135  

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ชอบนะ ไม่ใช่ไม่ชอบ ก็แค่ทุกครั้งที่ถ่ายฟิล์มแล้วเอาไปล้างสแกนเสร็จ ก็จะรีบเอากลับมาใส่ซองใหม่แล้วเขียนระบุไว้เลยว่าฟิล์มตัวนี้ชนิดไหน รวมถึงใช้กล้องเลนส์ยี่ห้ออะไร วันที่ถ่ายด้วย 

ข้อมูลคร่าวๆสำหรับฟิล์มหนังสี Kodak IMAX ปัจจุบันยังคงมีผลิตอยู่มาอยู่เรื่อยๆ เพราะวงการถ่ายภาพยนตร์ฮอลลีวูดยังคงมีผู้กำกับที่ใช้ฟิล์มถ่ายหนังอยู่ด้วย โดยรหัสปีผลิตล่าสุดจะเป็น Vision3 และจะมีISO ทั้งหมด4ระดับ คือ 50D,200T,250D,500T ครับ

ภาพตัวอย่างจากฟิล์มแต่ละชนิดครับ (สำหรับฟิล์มหนังขนาด 120) ก็พยามตอนสแกนจะไม่ปรับอะไรมาก และการล้างฟิล์มก็ล้างด้วยน้ำยาสูตรตรง คือ ECN-2 ครับ

Kodak Eastman IMAX 65MM Vision3 50D/5203

Kodak Eastman IMAX 65MM Vision3 200T/5213

Kodak Eastman IMAX 65MM Vision3 250D/5207

Kodak Eastman IMAX 65MM Vision3 500T/5219

Kodak Eastman Double-X [5222]

Kodak Eastman Double-X ปกติจะมีทำแค่2format ที่ขายอยู่ในท้องตลาดของการถ่ายหนัง เลขโค้ด ขึ้นด้วย5 จะเป็นฟิล์ม35mm [5222] เลขโค้ดขึ้นด้วย 7 จะเป็นฟิล์ม 16mm [7222]

Film : Kodak Eastman 5222 [Double-X] ISO 250 / 135 Format

Develop : D-96 [stock] 7min 20°C

Scan : Fuji Frontier SP-3000

Len : Carl Zeiss Planar 120mm Makro F4 CF T*

Body : Hasselblad 503CW

เป็นการเอาฟิล์มขนาด 35mm (135) มาถ่ายในกล้องMedium Format ที่ใช้ฟิล์มขนาด 120 ภาพที่ออกมาก็จะติดขอบฟิล์มและรูหนามเตยไปด้วยครับ

Film : Kodak Eastman 5222 [Double-X] ISO 250 / 135 Format

Develop : D-96 [stock] 7min 20°C

Scan : Fuji Frontier SP-3000

Len : Hasselblad Carl Zeiss 110mm f2 Planar T* FE

Body : Hasselblad 202FA

Kodak Eastman 65MM Double-X [250]

แน่นอนละฟิล์ม Double-X ที่มีขนาดประมาณ 65mm เป็นฟิล์มลิมิตเต็ดที่ทาง Kodak Eastman จับมือกับทาง IMAX ผลิตขึ้นมาให้กับผู้กำกับโนแลนโดยเฉพาะสำหรับการถ่ายทำหนังเรื่อง Oppenheimer [2023] และเศษฟิล์มที่เหลือจากการถ่ายหนัง ซึ่งไม่สามารถนำมาใช้ถ่ายทำหนังได้เนื่องจากความยาวอาจไม่พอ ได้ถูกนำมาประมูลและผู้ที่ประมูลได้ไป ก็ได้นำมาโหลดใส่ กลักฟิล์ม 120 Medium Format Camera และนำมาจำหน่ายให้กับคอคนรักกล้องฟิล์มที่ชื่นชอบฟิล์มขาวดำและกล้องMedium Format

Develop by Kodak D-76 [1+1] 10min 20°C

D-96 (Stock) 25min [Push 1600] 20°C

D-96 (Stock) 8min [Push 400] 20°C

ข้อมูลคร่าวๆเกี่ยวกับตัวฟิล์มหนังขาวดำ อย่าง Eastman Double X มีคร่าวๆประมาณนี้ครับ 

Cr. ลิ้งค์ที่มาของข้อมูลแบบละเอียดครับ 

Categories
Article

Bokeh Effect on Film with Hasselblad

มาแชร์เทคนิคประสบการ์ณลูกเล่นแปลกๆกับกล้องฟิล์มครับ อันนี้เป็นการเปลี่ยนรูปแบบของโบเก้ (Bokeh) ที่ปกติเวลาเราถ่ายรูปข้างหลังให้เบลอแล้วเป็นแสงข้างหลังจะเป็นวงกลมหรือหกเหลี่ยมแปดเหลี่ยมนั้น นั้นมันเกิดขึ้นจากรูรับแสงของเลนส์กล้องถ่ายรูปครับ แต่แผ่นโบเก้จะทำให้รูปร่างเปลี่ยนไป เช่นเป็นรูปดาว, รูปเกล็ดหิมะ, รูปตัวโน้ต ฯลฯ แค่เอาแผ่นโบเก้มาปิดที่หน้าเลนส์ แล้วเปิดรูรับแสง/ตั้งค่ารูรับแสงไว้ให้กว้างที่สุด เช่น f1.4 หรือต้องแล้วแต่เลนส์ ว่าขนาดหน้าเลนส์และเป็นช่วงเลนส์แบบเทเลซูม หน้าเลนส์กว้าง ก็สามารถเปิดรูรับแสงได้ที่ f5.6 ซึ่งก็ยังสามารถเปลี่ยนรูปร่างของตัวโบเก้ได้เหมือนกันครับ

เลนส์แนะนำสำหรับกล้อง DSLR / SLR 50mm ขึ้นไปครับ แต่รูรับแสงต้องเปิดที่ f1.4 หรือ f1.8 เท่านั้น f2.8 อาจจะยังไม่สามารถเปลี่ยนรูปร่างของตัวโบเก้ได้

ส่วนถ้าเป็นเลนส์ของ hasselblad กล้อง medium format เลนส์ที่แนะนำจะมี 110,120,150,250,350,500 ระยะ110ขึ้นไป 80/2.8 รูรับแสงกว้างที่สุดยังเล็กกว่ารูของแผ่นโบเก้ครับ

ตัวอย่างรูปจากกล้องฟิล์ม 120 Medium Format ครับ ฟิล์มที่ใช้เป็นฟิล์มหนัง Kodak Eastman Vision3 IMAX 500T/5219 ถ่ายด้วยเลนส์ช่วง 120mm [Carl Zeiss Planar 120mm Makro F4 CF T*] เปิดรูรับแสงที่ f4

Categories
Article

Red Scale Film

Redscale Photography เทคนิคการถ่ายภาพกลับด้านฟิล์ม Redscale เป็นเทคนิคในการถ่ายภาพฟิล์มด้วยด้านที่ “กลับด้าน” จากด้านเดิม ทำให้ภาพแบคกราวน์ของฟิล์มกลับมากลายเป็นสีแดง เทคนิคนี้เป็นการทำการทดลอง (experimental) รูปแบบง่ายๆ ที่ทำให้ได้โทนภาพแตกต่างจากฟิล์มทั่วไปอย่างสิ้นเชิง วิธีการสร้างฟิล์มม้วน redscale ทำได้ไม่ยาก โดยการนำฟิล์มกลักเปล่ามาโหลดฟิล์มคืนแบบกลับหัวกัน และม้วนฟิล์มเข้ากลักเปล่าเข้าถุงมืด และทำการตัดฟิล์มออกจากกลักเดิมนั้นทิ้ง ฟิล์มที่จะถ่ายเป็น redscale จะมีความไวต่อแสงน้อยไปอยู่บ้างเนื่องจากแบคกราวน์ใหม่จะมีสีแดงเข้มๆ ก็ให้ชดเชยแสง 1-2 สตอป ตัวอย่าง ฟิล์ม fuji xtra 400 redscale ให้ถ่ายที่ 200iso หรือ 100iso ครับ ถ้าอยากได้โทนภาพแปลกๆ ลองใช้วิธีแปลกๆ แบบ redscale จากความเห็นแล้ว สนุกกว่า ยังดูดีกว่าและหวังผลได้ง่ายกว่าเล่นฟิล์มหมดอายุครับ

Redscale เป็นเทคนิคการถ่ายภาพฟิล์มที่มีการเปิดรับแสงฟิล์มจากด้านที่ไม่ถูกต้อง “redscale” เกิดขึ้นเพราะมีการเปลี่ยนสีอย่างมากเป็นสีแดงเนื่องจากชั้นฟิล์มที่ไวต่อสีแดงถูกเปิดเผยก่อนแทนที่จะเป็นชั้นสุดท้าย

ฟิล์มสีRed Scale คือการกลับด้านฟิล์มจะช่วยทำให้ภาพถ่ายของคุณมีเฉดสีที่สะดุดตาไม่เหมือนใคร

ตัวอย่างจากฟิล์ม Lomography Redscale XR ISO 50–200 ถ่ายใน f stop ที่ต่างกัน วัดแสงค่าตรงกลางแล้วก็ถ่าย +1 , 0 และ -1

ซึ่งจากที่ทดลองการถ่ายฟิล์ม Red Scale แนะนำให้ถ่าย over 1-2 stop จะได้ภาพที่มีเฉดสี เริ่มตั้งแต่สีแดงเพลิง ไปจนถึงสีส้มที่สะดุดตา สีเหลืองที่ดูโดดเด่น รวมทั้งสีทองที่ดุจดั่งต้องมนตร์ คร่าวๆประมาณนี้ครับ

Lomography Redscale XR [120] ISO 50–200

Kodak Eastman Vision2 200T/5217 with Ramjet

Categories
Article

เรื่องคราบรอยขี้กลากบนฟิล์ม120 ทั้งสีและขาวดำ

ฟิล์มขาวดำ120 สิ่งที่บางครั้งสามารถเกิดขึ้นได้คือคราบขี้กลาก เพราะมันคืเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ของอากาศ, น้ำยาเคมีที่เคลือบลงบนตัวฟิล์มและส่วนผสมของตัวฟิล์มในการผลิตและตัววัสดุกระดาษที่พันตัวฟิล์มไว้ ซึ่งไม่มีความแน่นอนในการกันไม่ให้มันเกิดขึ้น ซึ่งจะไม่เกี่ยวว่าเป็นฟิล์มใหม่หรือฟิล์มเก่าที่บูดหรือหมดอายุก็เกิดได้หมด

ในฟิล์มขาว-ดำมีส่วนผสมของเจลาตินเงินที่ใช้ในช่วงแรกเป็นสารเคมี/วัสดุที่ไวต่อแสง ซึ่งมันจะsensitiveมากกว่าของตัวฟิล์มสี แต่ไม่ใช่ว่าฟิล์มสีไม่เป็นนะครับ เป็นเหมือนกัน แต่โอกาสเกิดขึ้นจะค่อนข้างน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับฟิล์มขาวดำ

กรณีที่ฟิล์ม2ม้วน ที่ผลิตเลขล็อตเดียวกัน ซื้อจากประเทศเดียวกัน แต่ซื้อคนละร้าน เอากลับมาพร้อมกัน เก็บเหมือนกัน เอามาถ่ายพร้อมกัน ม้วนนึงปกติ อีกม้วนมีขี้กลาก นั่นขึ้นอยู่กับว่าร้านสต็อคแบบไหนครับ บางร้านอาจจะเอาฟิล์มไว้ข้างนอก พอหมดค่อยเติม หรือ ว่ายังไงอันนี้อาจจะต้องดูที่ร้านนั้นๆอีกทีครับ

ถ้าเอามาถ่ายงานจริงจัง ก็อาจจะต้องทำใจยอมรับความเสี่ยงตรงนี้กันหน่อย แต่ถ้าเอามาถ่ายเล่น อยากให้มองในอีกมุมว่า คราบขี้กลากมันไม่สามารถเกิดขึ้นได้กับกล้องดิจิตอล และกล้องดิจิตอลก็เลียนแบบไม่ได้ พูดแบบเข้าใจง่าย มันเกิดขึ้นกับการถ่ายด้วยฟิล์มขาวดำขนาด120เท่านั้น ซึ่งอยากให้มองว่ามันเป็น Special Effect สิ่งพิเศษที่ธรรมชาติช่วยสร้างสรรค์ให้น่าจะดีกว่า

Eastman 500T/5219

แต่ก็นั้นแหละ น้อยคนจะยอมรับและเข้าใจตรงนี้ได้ เพราะทุกคนก็คงคาดหวังว่าจะได้รูปที่เนียนสวยคมชัด กับการถ่ายกล้องฟิล์ม ซึ่งมันอาจจะย้อนแย้งไปหน่อย เพราะความเป็นฟิล์มมันไม่มีทางให้ลายละเอียดเนียนสวยคมชัดได้อยู่แล้ว มันก็ได้แค่ระดับนึง ถ้าคาดหวังตรงนี้ คิดว่าการถ่ายฟิล์มคงจะไม่ตอบโจทย์แล้วนะครับ

ส่วนตัวชอบมากๆ และมองว่าสวยเลย ถ้ามีขี้กลากแบบจางๆ ไม่เยอะเกินไป มันดูมีเสน่ห์ของความเป็นฟิล์มขาวดำดี เพราะถ่ายด้วยกล้องดิจิตอลก็ไม่มีทางได้effect แบบนี้

Eastman 200T/5213

รูปนี้เหมือนจะมีแต่เป็นขี้กลากแบบอ่อนๆบางๆ ยังไม่เยอะมาก ซึ่งส่วนตัว ถ้ามาแบบน้อยๆประมาณนี้ ชอบมากๆ เพราะมันดูเป็นเสน่ห์ของฟิล์มแบบนึงที่ ถ้าถ่ายรูปด้วยกล้องดิจิตอลไม่สามารถจะทำแบบนี้ได้ ต่อให้จะให้ filter หรือ ให้ai ปรับแต่บน LR/PS ยังยังส่วนตัวก็ยังเชื่อว่า มันต่างกันและแทนกันไม่ได้อยู่ดีครับ

Ilford HP5 Plus 400 [62CHN7X01/01] Expired FEB 2021
Ilford HP5 Plus 400 [62CHN7X01/07] Expired FEB 2021

พอดีรูปสุดท้ายเกิดจาก Back Magazine ของกล้องHasselblad ช่องว่างระหว่างเฟรมขยับห่างขึ้นเรื่องๆ เลยทำให้รูปสุดท้ายถ่ายเกือบไม่ติดครับ

Ilford HP5 Plus 400 [66AHN1C01/02] Expired JUNE 2021
Ilford HP5 Plus 400 [70AHN7X01/01] Expired OCT 2021
Rollei RPX 25

Rollei RPX 25 Expired 08.2023 [382199]

Rollei RPX 100

Rollei RPX 100 Expired 10.2023 [376607]

อันนี้ อันกล่องสีขาว ล็อตสินค้า 723 Expired 03.2024 ล้างด้วยน้ำยา (Develop) D76 (1+3) 20min 20°C

อันนี้ อันกล่องสีดำ ล็อตสินค้า 383889 Expired 07.2024 ล้างด้วยน้ำยา (Develop) D76 (1+3) 20min 20°C

Kodak TMAX100 Expired 06.2017
Fomapan 200
Neopan 100 ACROS II

เจอขี้กลากมาแทบจะทุกยี่ห้อเลย Rollei, Fomapan, Fuji, Kodak, ilford แต่ก็เฉยๆ แค่สงสัย ทำไมกับฟิล์มสีแทบไม่มีขี้กลากให้เห็นเยอะหรือบ่อยเท่าฟิล์มขาวดำ ถ้าใช้เนื้อกระดาษคนละประเภท ทำไมไม่ใช่เหมือนกัน??

สำหรับใครที่ อาจจะอ่านแล้ว งง กับ คำพูด คำเขียนของผม ผมมีทางแก้ครับ โดยให้ AI Chat GPT เรียบเรียงให้เป็นคำ อ่านง่าย คิดว่าน่าจะเข้าใจกว่าที่ผมกำลังอธิบายข้างต้น

ขี้กลาก (หรือที่เรียกว่า “fungus” หรือ “mold”) บนฟิล์มขาวดำขนาด 120 หรือ medium format มักเกิดจากปัจจัยหลายประการที่เกี่ยวข้องกับลักษณะเฉพาะของฟิล์มชนิดนี้และวิธีการเก็บรักษา เช่น

1. กระดาษรองหลังของฟิล์ม 120

ฟิล์มขนาด 120 มี กระดาษรองหลัง (paper backing) ซึ่งฟิล์ม 35mm ไม่มี

กระดาษรองหลังสามารถดูดซับความชื้นจากอากาศได้ง่าย โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่ร้อนและชื้น ทำให้เกิดเชื้อราและคราบขี้กลากได้

กระดาษรองหลังยังอาจมีสารเคลือบที่เมื่อเสื่อมสภาพแล้วจะทำให้เกิดจุดด่างบนฟิล์ม

2. การเก็บรักษาที่ไม่เหมาะสม

หากฟิล์มถูกเก็บในที่ร้อนและชื้นเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดเชื้อราหรือปฏิกิริยาเคมีที่ทำให้เกิดคราบ

ความชื้นสูง (มากกว่า 60%) ทำให้สารเคลือบและเจลาตินบนฟิล์มมีโอกาสเกิดเชื้อราได้ง่าย

3. อายุของฟิล์มและคุณภาพการผลิต

ฟิล์มเก่าหรือหมดอายุมักจะมีปัญหาขี้กลากมากขึ้น โดยเฉพาะฟิล์มที่ผลิตก่อนปี 2000 ซึ่งอาจใช้สารเคลือบบางชนิดที่เสื่อมสภาพเร็วกว่า

ฟิล์มจากบางยี่ห้อมีแนวโน้มเกิดขี้กลากมากกว่าฟิล์มคุณภาพสูง เช่น ฟิล์มที่ผลิตในบางช่วงปีที่มีปัญหาด้านควบคุมคุณภาพ

4. ปฏิกิริยาเคมีกับบรรจุภัณฑ์

ในบางกรณี สารเคมีจากกาวที่ใช้ปิดม้วนฟิล์ม หรือสารในกล่องกระดาษที่เสื่อมสภาพ อาจทำปฏิกิริยากับชั้นอิมัลชันของฟิล์ม ทำให้เกิดจุดด่างหรือคราบขี้กลาก

5. การล้างฟิล์มและสารเคมีที่ตกค้าง

หากล้างฟิล์มไม่สะอาด มีสารเคมีตกค้าง เช่น ฟิกเซอร์ (fixer) หรือสารชะล้าง อาจทำให้เกิดการสะสมของคราบที่คล้ายขี้กลาก

น้ำที่ใช้ล้างฟิล์มมีแร่ธาตุสูง (hard water) อาจทำให้เกิดคราบบนฟิล์ม

วิธีป้องกันขี้กลากบนฟิล์ม 120

1. เก็บฟิล์มในที่แห้งและเย็น

ใช้กล่องสูญญากาศหรือถุงซิปล็อกพร้อมซองกันชื้น

เก็บในตู้เย็นที่อุณหภูมิประมาณ 5°C และนำออกมาให้ฟิล์มปรับอุณหภูมิก่อนใช้งาน

2. ใช้ฟิล์มให้เร็วขึ้น

หากซื้อฟิล์มมาแล้ว ไม่ควรเก็บไว้นานหลายปีโดยไม่ได้ใช้งาน

ฟิล์มหมดอายุมีโอกาสเกิดปัญหาขี้กลากมากขึ้น

3. ตรวจสอบฟิล์มก่อนใช้งาน

หากฟิล์มดูมีคราบผิดปกติ ควรลองใช้ฟิล์มอื่นแทน

หลีกเลี่ยงฟิล์มที่มีร่องรอยของเชื้อรา เพราะอาจแพร่กระจายไปยังฟิล์มม้วนอื่น

4. ล้างฟิล์มให้สะอาดและแห้งสนิท

ใช้น้ำกลั่นหรือน้ำที่ไม่มีแร่ธาตุสูงเพื่อล้างฟิล์ม

ตากฟิล์มในที่อากาศถ่ายเทดีและปราศจากฝุ่น

สรุป

ขี้กลากบนฟิล์ม 120 เกิดขึ้นบ่อยเพราะมี กระดาษรองหลังที่อุ้มน้ำและเสื่อมสภาพง่าย ประกอบกับ ความชื้น การเก็บรักษาที่ไม่เหมาะสม และอายุของฟิล์ม วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือเก็บฟิล์มในที่แห้งและเย็น ใช้ฟิล์มให้เร็ว และล้างฟิล์มให้สะอาด

คุณเคยเจอขี้กลากบนฟิล์มแบบไหนบ้าง? เป็นฟิล์มเก่าหรือฟิล์มใหม่?

Categories
Article

Hasselblad Polaroid Back (HassyPB) ฝีมือคนไทย สำหรับผู้รักในกล้องฟิล์ม

สำหรับคนเล่นกล้องฟิล์มคงจะรู้จักกล้องฟิล์ม Hasselblad อยู่แล้ว คงไม่ต้องมาอธิบายกันเยอะนะครับ เข้าเรื่องเลย Hassy PB คืออะไร มันคือการที่เราเอาฟิล์มโพลารอยด์ (Polaroid) ของค่ายฟูจิฟิล์ม (Fujifilm) คือตัว ฟิล์ม Fujifilm Instax SQUARE ที่เป็นโพลารอยด์สี่เหลี่ยมจตุรัสเหมือนกับฟิล์มที่ถ่ายด้วยกล้องฟิล์มHasselblad เพราะเสน่ห์และเอกลักษณ์ของกล้องฟิล์มยี่ห้อ Hasselblad คือกล้องฟิล์ม Medium Format ใช้ฟิล์มขนาด 120 ถ่ายรูปออกมาเป็น 1:1 หรือคือสี่เหลี่ยมจตุรัส เลยเป็นเหตุผลว่าทำไม Hassy PB ถึงเลือกใช้ฟิล์ม instax ที่เป็น square หาใช่ใช้ฟิล์ม mini หรือ wide

เวลาใส่กับตัวกลักที่ใส่ตัวโพลารอยด์รุ่นเก่า Fujifilm FP-100C ที่ได้เลิกผลิตไปแล้ว

รูปตัวอย่างของจาก Fujifilm Instax จะมี3 ขนาด คือ Mini, Wide , Square

เมื่อก่อนกล้องHasselblad เคยออกตัว Polaroid Back มากับฟิล์มของฟูจิ Fujifilm FP-100C ฟิล์มโพลารอยด์ที่เลิกผลิตไปแล้ว

ตัวฟิล์ม FP-100C เองไม่ใช่ฟิล์มที่สำหรับกล้องHasselblad โดยตรงซึ่งตัวฟิล์มโพลารอยด์จะมีขนาดประมาณ 3.25 X 4.25 Inches ซึ่งภาพที่ได้จะออกมาไม่เต็มแผ่นครับ แต่ยุคสมัยนั้นคนทำงานจะใช้เพื่อการเช็กค่าแสงก่อนจะถ่ายจริงลงบนตัวฟิล์มครับ

โพลารอยด์รุ่นเก่าจะดึงรูปออกด้านข้าง

Hassy PB มาพร้อมกับวัสดุที่มีความคุณภาพ ไม่ใช่แค่กล้องของเล่นอย่างที่เราเห็น ซึ่งเป็นเรื่องความใส่ใจจากทีมพัฒนาเป็นอย่างมาก และทีมที่พัฒนากล้องตัวนี้ก็เป็นฝีมือคนไทย

Hassy PB รุ่น1 และ 2 แถบจับจะอยู่ด้านบน ซึ่งบางคนอาจจะมีตะขิดตะขวง เพราะโพลารอยด์ที่เราคุ้นชิน แถบจับจะอยู่ด้านล่าง และด้วยเหตุผลที่ Hassy PB รุ่น1และ2 ทำออกมาเป็นดีดออกล่างเพื่อที่จะให้ใช้กับตัว Hasselblad Prism Finder (PME45 / 45 Degree) ซึ่งได้ทั้งจะถ่ายโดยใส่ Prism ในการช่วงมองให้โฟกัสหรือถ่ายง่ายขึ้น กว่าใช้ช่องมองแบบปกติ (Waist Level Viewfinder)

Hassy PB รุ่น1 และ 2 สารถมาถ่ายให้แถบจับโพลารอยด์อยู่ด้านล่างแบบที่คุ้นชินได้ โดยการถ่ายกลับหัว ซึ่งถ้าใช้ตัว Prism ก็สามารถถ่ายได้อย่างง่ายดาย

คุณยงยุทธ คะสาวงค์ ผู้เชี่ยวชาญ Hasselblad ในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้สร้างและก่อตั้ง คอมมูนิตี้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบกล้อง Hasselblad

” HassyPB ไม่ได้มาแทนฟิล์มและไม่ได้มาแทนดิจิตอล มาเติมเต็มสิ่งเดิมที่มันเคยมี และเป็นความสนุกสนาน แจกรูปถ่ายความทรงจำให้กัน ”

Yongyut John Khasawong

Hassy PB i (First Generation)

Hassy PB รุ่นแรก รุ่นทดลอง เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อราวๆเดือนพฤษภาคมปี2565/May 2022 ในกลุ่มFacebook ที่มีชื่อว่า Uses Hasselblad Thailand โดย อ.ยุทธ์ ผู้สร้างและก่อตั้งคอมมูนิตี้ขึ้นมา ได้ทำการประดิษฐ์ขึ้นมากับทางทีมงาน จากการได้ทดรอเอาชิ้นส่วนบางส่วนของกล้อง Fuji Instax รุ่นSQ6 มาดัดแปลงและเพิ่มบางชิ้นส่วนที่เป็นการสร้างขึ้นมาใหม่เข้าไปครับ ซึ่งตัวกล้องยังมีปัญหาบางส่วนอาธิเช่น ต้องถ่ายที่ f16 ขึ้นไปเท่านั้น ภาพถึงจะโฟกัสเข้า ถ้าใช้ f stop ที่ต่ำกว่านั้น ต้องทำการชดเชยระยะโฟกัส หรือ ที่เรียกว่า Shift Focus เพิ่มเติม เช่น เราหมุนเลนส์กล้องไปโฟกันที่ 1เมตร แต่หลังจากนั้นให้หมุนเลนส์กล้องเพิ่มไปอีก 0.5 ถึง 1 เมตร โดยที่ไม่ขยับตำแหน่งของตัวกล้อง ก็จะทำให้สามารถถ่ายที่ f2 หรือ f stop ที่กว้างๆ ทำให้เกิดหน้าชัดหลังเบลอได้ ตามคุณภาพของตัวเลนส์ครับ

Hassy PB ii (Second Generation)

Hassy PB2 เป็นรุ่นที่ทาง อ.ยุทธ์และทีมงานยังได้หาทางให้ถ่าย f stop เพิ่มจาก f16 ไปที่ f8 ที่สามารถถ่ายได้โดยที่ไม่ต้องทำการ shift focus ครับ เป็นการแสดงออกถึงการเอาใจใส่ของทาง อ.ยุทธ์และทีมงานเป็นอย่างมาก เพราะถ้าเป็นคนอื่นๆ น่าจะท้อถอยหรือล้มเลิกไปแล้วอย่างแน่นอน

เหตุผลที่ทำไม Hassy PB รุ่น1 และ 2 แถบโพลารอยด์ถึงอยู่ด้านบน เพราะทางทีมงานได้ออกแบบมาเพื่อให้ใช้กับ hasselblad prism finder (ปริซึมมีไว้ใช้แทนช่องมองภาพแบบ waist level finder ช่วยให้โฟกัสง่ายขึ้นมาก มุมมองเหมือนตาเห็น ภาพไม่กลับซ้ายเป็นขวา) เพราะถ้าให้แถบโพลารอยด์ และดีดขึ้นมันจะติดตัวปริซึม ซึ่งก็ต้องคอยถอดเข้าถอดออก ตัวhassy pbครับ 

Hassy PB iii (Third Generation)

Hassy PB3 จะไม่ต้องทำการ Shift Focus แล้ว ซึ่งเราสามารถถ่าย f2.8 หน้าชัดหลังเบลอได้เลย ยกเว้นรุ่น200 series และแถบโพลารอยด์จะอยู่ด้านล่าง ซึ่งกล้องโพลารอยด์อื่นๆทั่วๆไป ส่วนมากที่เราคุ้นเคยคือ แถบที่จับโพลารอยด์จะอยู่ข้างล่างครับ นอกเหนือจากนั้นยังเพิ่มระบบปิดเปิด กันกรณีฟิล์มโพลารอยด์ลั่นออกมาเพราะเผลอไปโดนปุ่ม แล้วก็ยังมีปุ่มsafety กันแผ่นdark slideหลุดออกโดยไม่ตั้งใจ คร่าวๆที่มีฟังค์ชันดีๆเพิ่มเข้ามาครับ

Hassy PB ใช้งานร่วมกับฟิล์ม Fujifilm Instax SQUARE วัสดุส่วนนึงของตัวอุปกรณ์มาจากกล้องฟิล์มโพราลอยด์ผลิตจากญี่ปุ่น และวัสดุอีกส่วนนึงได้ทำการขึ้นรูปใหม่ด้วยเหล็กและอลูมิเนียมทนทานแข็งแรง ใส่ใจทุกรายละเอียด