Categories
Article

ILFORD Washaid vs ILFORD Ilfotol

สองชื่อคล้าย หน้าที่ต่างใครอยู่ตรงไหนของกระบวนการล้างฟิล์ม?

ในขั้นตอนการล้างฟิล์มขาวดำช่วงท้ายมักเป็นจุดที่มือใหม่เริ่มสับสนที่สุด

โดยเฉพาะชื่อที่คล้ายกันอย่าง ILFORD Washaid และ ILFORD Ilfotol

ทั้งคู่ต่างก็ถูกพูดถึงในห้องล้างฟิล์มบ่อยครั้ง แต่แท้จริงแล้ว หน้าที่ของพวกเขาไม่เหมือนกันเลย

ILFORD Washaid ผู้ช่วยล้างลึก ก่อนฟิล์มจะได้อาบน้ำครั้งสุดท้าย

หลังจากผ่านขั้นตอนฟิกซ์ (Fixer) เสร็จสิ้น ฟิล์มของเรายังไม่สะอาดดีพอ

เพราะภายในเนื้อเจลาตินอาจยังมีเศษสารฟิกซ์แทรกซึมอยู่ Washaid จึงทำหน้าที่เหมือนน้ำสะอาดที่ซอกซอนลึกเข้าไป

ช่วยชะล้างสารเคมีส่วนเกินออกมาอย่างอ่อนโยน

หน้าที่: ล้างสารฟิกซ์ตกค้างในเนื้อฟิล์ม

ผลลัพธ์: ฟิล์มสะอาดใส ไม่เหลืองในระยะยาว

ช่วงใช้งาน: หลังฟิกซ์เสร็จ ก่อนล้างน้ำสุดท้าย

ข้อดี: ประหยัดน้ำ ลดเวลาล้าง และช่วยยืดอายุฟิล์มให้ยาวนานขึ้น

อุณหภูมิที่เหมาะ: 18–24°C (ใกล้เคียงกับอุณหภูมิของขั้นตอนก่อนหน้า เพื่อป้องกันฟิล์มช็อก)

เรียกได้ว่า Washaid คือตัวช่วยฟื้นฟูผิวหนังของฟิล์มก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายของการล้าง

ILFORD Ilfotol เคลือบเงาก่อนแขวนตาก เพื่อให้แห้งใสไร้คราบ

เมื่อฟิล์มสะอาดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการปิดงานให้เนียน

และนี่คือหน้าที่ของ Ilfotol สารเคลือบผิวที่ช่วยให้หยดน้ำไหลออกจากฟิล์มได้เรียบเนียน

ไม่ทิ้งคราบแร่ธาตุ หรือรอยหยดหลังล้าง

หน้าที่: ป้องกันคราบน้ำและคราบแร่ธาตุ

ผลลัพธ์: ฟิล์มแห้งใส ผิวเรียบ สแกนหรือขยายภาพได้สะดวก

ช่วงใช้งาน: ขั้นตอนสุดท้าย หลังล้างน้ำ (หรือหลัง Washaid)

ข้อดี: ลดคราบโดยเฉพาะในพื้นที่น้ำกระด้าง ช่วยให้ผิวฟิล์มสวยและใสยิ่งขึ้น

Ilfotol จึงเปรียบเหมือนคอนดิชันเนอร์หลังอาบน้ำของฟิล์ม ทำให้ผิวเนียน ลื่น และพร้อมโชว์

3. ใช้แทนกันได้ไหม?

ไม่ได้ครับ เพราะจุดประสงค์ต่างกันโดยสิ้นเชิง

ผลิตภัณฑ์หน้าที่หลักจุดประสงค์
Washaidชะล้างสารฟิกซ์ตกค้างเพื่อยืดอายุและป้องกันการเหลืองของฟิล์ม
Ilfotolลดคราบน้ำและคราบแร่ธาตุเพื่อผิวฟิล์มใสและสวยงาม
4. แล้วควรใช้ทั้งคู่ไหม?

ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของคุณในแต่ละม้วนฟิล์ม

ล้างบ่อย เก็บสะสมระยะยาว: ใช้ Washaid + Ilfotol ต่อเนื่องกัน

ล้างเล่นเป็นครั้งคราว: ใช้ Ilfotol อย่างเดียวก็เพียงพอ

น้ำกระด้าง: Ilfotol สำคัญมาก

งานสำคัญ หรือเก็บเข้าคลัง: ใช้ทั้งคู่ดีที่สุด

สรุปสำหรับมือใหม่กล้องฟิล์ม

• ILFORD Washaid → ล้างสารฟิกซ์ออกให้หมด เพื่อยืดอายุฟิล์ม

• ILFORD Ilfotol → ป้องกันคราบน้ำ เพื่อให้ฟิล์มแห้งใสสะอาด

เพียงแค่เข้าใจลำดับการใช้งาน และคุมอุณหภูมิน้ำให้สม่ำเสมอ

คุณก็จะได้ฟิล์มที่สะอาด ทนทาน และสวยใส

พร้อมถูกเปิดดูอีกครั้งในอีกหลายสิบปีข้างหน้า

Categories
Interview

Interview : Image Suthita 

อิม : อิมเมจ สุธิตานะคะ จากค่าย Small Room

I Shoot Film : ชื่อเล่น “อิม” มาจากไหนครับ เกี่ยวอะไรเกี่ยวกับการถ่ายภาพหรือเปล่า ชื่อเล่นจริงๆ เลยใช่ไหม?

อิม : ใช่ค่ะ แต่ว่าตอนแรกชื่อ “อิม” ก่อน ตามเจ้าแม่กวนอิม ที่บ้านนับถือเจ้าแม่กวนอิม แล้วก็พอไปเรียนอนุบาลน่ะ ครูฝรั่งเขาก็คือคำว่าอิมเฉย ๆ ในภาษาอังกฤษมันเหมือนเป็นแค่ prefix เหมือนมันจะต้องมีอะไรต่อ เขาก็เลยเติมให้มันเต็มคำเพื่อที่จะจำได้ ทุกคนก็เลยเรียกตามนั้นไปหมดเลย

I Shoot Film : อ๋อ หลังจากนั้นก็เลยชื่อ “อิมเมจ”

I Shoot Film :  คอนเซ็ปต์อัลบั้ม Actress คืออะไรครับ

อิม : จริงๆ คอนเซ็ปต์อัลบั้ม Actress คือ อิม ไปรับบทต่างๆ ที่คนอื่นเขียนให้ ก็คือเหมือนปกตินักแสดงต้องไปแคสแล้วก็รับบทที่มีคนอื่นเขียนให้ใช่ไหมคะ อันนี้ก็มีเทรนด์สิ่งนั้นแต่ว่าเป็นรูปแบบของเพลง อิมเขียนเองแค่เพลงเดียว อีกเก้าเพลงก็เก้าศิลปินเลย ได้ร่วมงานกับหลายคนมาก

I Shoot Film : ทำไมถึงเลือกกล้องมาเป็นของใน set merchandise ครับ 

อิม : จริง ๆ แล้วมันแอบไม่เกี่ยวกับ cinematic อะไรเท่าไหร่ เพราะมันเป็นกล้องฟิล์มด้วย แต่ว่าถ้าใครที่ตามผลงานอิมมาเรื่อย ๆ จะทราบว่าอิมเคยมีเพลงซิงเกิลนึงชื่อว่า “ฟิล์ม” อิมแต่งเอง และเป็นเพลงที่อิมชอบที่สุดที่เคยแต่งมาในชีวิตเลยค่ะ

พอถึงตอนทำอัลบั้มนี้ มันก็เป็นวาระพิเศษจริง ๆ เพราะเป็นอัลบั้มเต็มครั้งแรก ตั้งแต่ทำงานมาสิบปี เพิ่งมีอัลบั้มเป็นครั้งแรก เราก็เลยอยากให้มันมีของที่ระลึกพิเศษหน่อย เราก็เลยนั่งคิดกันว่าเออมันควรจะเป็นอะไรดี แล้วก็เห็นตรงกันว่าเป็นกล้องฟิล์ม เพราะอิมก็ชอบถ่ายฟิล์มอยู่แล้ว

ส่วนตัวที่บ้านมีกล้องฟิล์มรวมกล้องป๊อกแป๊กด้วยนะคะ รวมทั้งหมดสามสิบสองตัว ตอนนี้ก็สามสิบสามแล้ว เพราะเพิ่มกล้องอัลบั้มตัวเองเข้าไป

I Shoot Film : ที่มาของเพลง “ฟิล์ม” คืออะไรครับ คือผมชอบเพลงฟิล์มที่สุดเหมือนกันครับ ก็เลยอยากรู้ว่าตอนแต่งนึกถึงอะไร?

อิม : อิมสะสมกล้องฟิล์มมาเรื่อย ๆ ไม่ได้ซื้อทีละหลายตัว ใช้เวลาสะสมมา เริ่มถ่ายตั้งแต่มอห้า กล้องตัวแรกจริง ๆ คือ Nikon F301 ไม่มีออโต้โฟกัสแต่กรอฟิล์มให้ แล้วมันจะมีเสียงฮึด ๆ อิมก็พกไปถ่ายที่โรงเรียน ล้างม้วนแรกที่อารีย์ ซึ่งตอนนั้นฟิล์มแทบไม่มีใครใช้แล้วด้วย

หลังจากนั้นอิมก็ตกหลุมรักการถ่ายฟิล์ม ถึงแม้ว่ามันจะเบลอแต่รู้สึกว่าภาพมันสวย มีชีวิต และที่สำคัญคืออิมจำได้ทุกช็อตที่กด หลังจากนั้นก็ไม่เคยหยุดถ่ายเลยค่ะ

อิมยังมีโอกาสได้ร่วมงานกับ พี่จอร์จ ธาดา หนังสือ Dark Paradise ทั้งเล่มถ่ายด้วยฟิล์ม หลังจากเห็นพี่จอร์จถ่ายก็ทำให้อิมเปลี่ยนมุมมองต่อการถ่ายรูปไปเลย ไม่เกรงกลัวจังหวะกดชัตเตอร์อีกต่อไป จนได้แต่งเพลง “ฟิล์ม” ขึ้นมา

สไตล์การถ่ายภาพของคุณอิมเป็นยังไงบ้างครับ

อิม : อิมชอบถ่ายสตรีท 📸 พกกล้องติดตัวทุกวัน เจออะไรก็ถ่าย แต่จะเลี่ยงถ่ายติดหน้าคนโดยตรง เพราะยุคนี้เป็นยุคโซเชียลและมี PDPA

I Shoot Film : ฟิล์มที่ชอบที่สุดล่ะครับ

อิม : ชอบ Lomo 400 โทนสีสวย ฟ้ากับทะเลป๊อปมาก แล้วก็ Lomochrome Metropolis ถ่ายป่าเขาธรรมชาติได้อารมณ์ดีมาก เคยชอบ Alpha ด้วย แต่เลิกผลิตแล้ว

I Shoot Film : เล่าประสบการณ์สนุก ๆ เกี่ยวกับการถ่ายภาพให้หน่อยครับ 

อิม : อิมเปิดเพจชื่อ 500 Days of Image ทั้ง IG และ FB มีผู้หญิงคนนึงติดต่อมาว่าอยากถ่ายรูป แต่แฟนหวงไม่ให้ถ่ายกับช่างภาพผู้ชาย เห็นว่าเจ้าของเพจเป็นผู้หญิงเลยเลือกติดต่อ แต่ไม่รู้ว่าเป็นอิมจริง ๆ พอวันจริงมาเจอกันก็ตกใจมาก แต่ถ่ายสนุกมาก แฟนก็สบายใจ นี่เป็นงานที่อิมสนุกสุดๆ แล้วก็ตอนนี้ก็ยังรอคนมาจ้างอยู่นะคะ (หัวเราะ)

I Shoot Film : ฝากผลงานหน่อยครับ

อิม : อัลบั้ม Actress ตอนนี้ฟังได้แล้วในทุกสตรีมมิ่ง มีทั้งหมด 13 เพลง 14 แทร็ก พร้อม MV 3 ซิงเกิล

เข้าไปชมได้ที่ YouTube: Smallroom Music

ติดตามได้ที่ Facebook: อิมเมจ สุธิตา

IG : https://www.instagram.com/imageswift13/ และ https://www.instagram.com/500daysofimage/

FB: https://www.facebook.com/500daysofimage (500 Days of Image)

และใครอยากจ้างถ่ายรูป… จ้างได้เลยค่ะ

Categories
Back Issue

I SHOOT FILM / SPECIAL / PART 14


ทันทีที่วางสายจาก “หนึ่ง” ช่างภาพและนักเขียนคู่ใจที่ทำงานร่วมกันมาตั้งแต่เล่มแรก ความตื่นเต้นก็ถาโถมเข้ามาทันที เพราะแขกรับเชิญของ I Shoot Film Magazine ฉบับนี้ คือ น้องอิมเมจ ศิลปินที่ผมเฝ้ารอคอยอยากชวนมาร่วมถ่ายแบบและพูดคุยมากที่สุด

ไม่ใช่เพียงในฐานะนักร้องที่หลายคนรู้จัก แต่เพราะผมได้เห็นผลงานและความสนใจของน้องที่จริงจังกับการถ่ายภาพฟิล์ม จนมั่นใจว่านี่จะเป็นการสัมภาษณ์ที่ไม่ต้องมีสคริปต์ใดๆ คอยกำกับ เป็นเพียงบทสนทนาที่ไหลไปตามความรักในฟิล์มที่เรามีร่วมกัน

เมื่อถึงวันถ่ายจริง ทุกอย่างก็เป็นไปตามนั้น น้องอิมเมจนำกล้องคู่ใจมาหลายตัวมาก จนกลายเป็นการถ่ายทำที่เต็มไปด้วยบรรยากาศสนุกและจริงใจ หนึ่งเองก็น่าจะหมดฟิล์มไปไม่น้อยทีเดียว หลังจากถ่ายเสร็จ เราได้มีโอกาสนั่งคุยกันเหมือนเด็กเนิร์ดสองคนที่เจอกันแล้วหยุดพูดเรื่องฟิล์มไม่ได้ บทสนทนานี้ผมอยากให้คุณได้ติดตามต่อทั้งในคอลัมน์สัมภาษณ์ และบน YouTube ของ I Shoot Film Magazine

นอกจากบทสัมภาษณ์ เรายังมีเกร็ดความรู้เล็กๆ เกี่ยวกับ “แกนฟิล์ม 120” สำหรับคนที่ชื่นชอบกล้องมีเดียมฟอร์แมต เรื่องเล็กๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม แต่จริงๆ แล้วมีความสำคัญไม่น้อยต่อการถ่ายภาพ

ท้ายที่สุดนี้ อาจจะมีช่วงเวลาที่พวกเราหายไปบ้าง เพื่อออกเดินทางตามหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ และข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับการถ่ายภาพฟิล์ม แต่เชื่อว่าทุกครั้งที่กลับมา เราจะนำสิ่งดีๆ มาฝากผู้อ่านเหมือนเช่นเคย

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์ม จนกว่าจะพบกันใหม่ครับ

กำพล กิตติพจน์วิไล

บรรณาธิการ

I Shoot Film Magazine

#ishootfilmmagazine

pintobook

meb: e-book

hytexts

anyflip

Categories
Article

จาก Lomography Fisheye ถึง Hasselblad F-Distagon – การเดินทางของเลนส์มุมโค้ง

Lomography Fisheye 2 ประวัติโดยย่อสำหรับมือใหม่

ปีที่เปิดตัว:

• 2005 โดย Lomographic Society International

• ถือเป็นรุ่นต่อยอดจาก Fisheye No.1 ที่ออกมาก่อนหน้านี้เพียงไม่นาน

ทำไมถึงน่าสนใจ:

• เป็น กล้องฟิล์ม 35mm ตัวแรกๆ ที่สร้างมาเพื่อถ่ายภาพ มุมมอง fisheye 170° โดยเฉพาะ

• ใช้งานง่ายมาก แค่ใส่ฟิล์ม 35mm ธรรมดา กดชัตเตอร์ก็ได้ภาพโค้งมนเต็มเฟรม

• มีแฟลชในตัว, มีกลไก Multiple Exposure, และสามารถถ่ายภาพซ้อนหรือทดลองได้ทันที

• ตัวบอดี้พลาสติก น้ำหนักเบา พกพาสะดวก ราคาย่อมเยา

เหตุผลที่มือใหม่ควรลอง:

• ให้ประสบการณ์การถ่ายภาพที่ ไม่เหมือนกล้องฟิล์มทั่วไป

• ภาพที่ได้เต็มไปด้วยความสนุก ขอบภาพโค้ง กลางภาพนูน เหมือนโลกทั้งใบถูกเก็บลงในวงกลม

• เหมาะกับคนที่อยากทดลอง มุมมองใหม่ๆ และไม่ต้องกังวลเรื่องเทคนิคซับซ้อน

เกร็ดน่าสนใจ:

• Lomography Fisheye 2 ยังเป็นแรงบันดาลใจให้เลนส์ fisheye รุ่นใหญ่ในวงการดิจิทัล

• แม้จะเป็น “กล้องป็อกแป๊ก” แต่ก็ทำให้หลายคนตกหลุมรักการถ่ายภาพ fisheye และต่อยอดไปสู่เลนส์โปรในอนาคต

มือใหม่ที่อยากลอง “เล่นกับภาพมุมมองโลกโค้ง” โดยไม่ต้องลงทุนสูง Lomography Fisheye 2 คือจุดเริ่มต้นที่ทั้งง่ายและสนุกที่สุด

Hasselblad Carl Zeiss F-Distagon T* C ประวัติโดยย่อสำหรับมือใหม่*

ปีที่เปิดตัว:

• ผลิตครั้งแรกโดย Carl Zeiss ในช่วงปลายทศวรรษ 1970

• ออกแบบมาสำหรับระบบ Hasselblad V-System (กล้อง Medium Format 6×6)

• ชื่อ “F-Distagon” มาจาก “Fish-eye Distagon” เพราะเป็นเลนส์ Fisheye พิเศษ สำหรับฟอร์แมตกลาง

จุดเด่นของเลนส์:

• ทางยาวโฟกัส 30mm f/3.5 ซึ่งให้มุมมอง 180° เต็มเฟรม 6×6

• ใช้ กระจกสะท้อน (Built-in Mirror) เพื่อลดปัญหาตัวกล้องบังมุมภาพ — เป็นเลนส์ fisheye ที่ออกแบบซับซ้อนมาก

• เคลือบเลนส์ด้วย T* Coating ของ Zeiss ทำให้ได้สีและคอนทราสต์จัดจ้าน แม้ย้อนแสง

• ให้ภาพโค้งมนเต็มเฟรม สร้างสรรค์ และเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนเลนส์ใดๆ

เหตุผลที่น่าสนใจ:

• เป็นหนึ่งในเลนส์ที่ หายากและราคาสูงที่สุด ของระบบ Hasselblad เพราะผลิตจำนวนไม่มาก

• สำหรับมือใหม่ มันคือตัวอย่างชัดเจนว่า เลนส์ fisheye ไม่ได้มีแต่ในกล้องเล็ก แต่ยังมีในระบบมืออาชีพด้วย

• ทุกช็อตที่ได้จาก F-Distagon มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เลียนแบบยากในระบบอื่น

เกร็ดน่าสนใจ:

• เลนส์ตัวนี้เคยถูกใช้งานในการถ่ายภาพเชิงวิทยาศาสตร์และงานสร้างสรรค์ขั้นสูง

• ถือว่าเป็นหนึ่งในเลนส์ “ไอคอน” ของ Zeiss/Hasselblad ที่สะสมได้ทั้งในฐานะ เครื่องมือถ่ายภาพ และ ของสะสมทางประวัติศาสตร์


Hasselblad Carl Zeiss F-Distagon T* C คือเลนส์ fisheye ระดับตำนานสำหรับกล้อง Medium Format ที่ทั้งหายาก สร้างภาพมุมมองโลกโค้งแบบ 6×6 ได้เต็มเฟรม และยังเป็นหนึ่งในเลนส์ที่นักสะสมและช่างภาพใฝ่ฝันมากที่สุด

เลนส์ Fisheye กับผม — ความผูกพันที่ไม่รู้ตัว


กล้องฟิล์มตัวแรกของผม ย้อนกลับไปเมื่อราวปี 2007 คือ Lomography Fisheye 2 กล้องป็อกแป๊กตัวเล็กที่ให้มุมภาพแบบ “ตาปลา” กลมโค้งราวกับมองผ่านรู ประตู… แค่ชื่อ Fisheye ก็เล่าได้หมดแล้วว่ามันมอบภาพแปลกตาขนาดไหน


จากนั้นเส้นทางถ่ายภาพก็เปลี่ยนผ่านไปเรื่อยๆ จากฟิล์มไปสู่ดิจิตอล DSLR ตัวแรก Nikon D200 อัปเกรดเป็น D700 และ D4 แต่เลนส์ที่ผมไม่เคยวางคือ Nikon AF Fisheye-NIKKOR 16mm f/2.8D Lens ใช้ทั้งถ่ายเล่นและถ่ายงานจริง โดยเฉพาะงานรับปริญญาที่ต้องการมุมสนุกและแตกต่าง แม้ย้ายค่ายไป Canon 6D และ 1DX ก็ยังมี fisheye ติดกระเป๋า คราวนี้เป็น Tokina 10–17mm f/3.5–4.5 DX Fisheye

รูปเลนส์ข้าง บน 2รูปนี้ สร้างโดย AI รูปเลนส์ อาจผิดเพี้ยนไปเล็กน้อย

จนวันที่ผมหันกลับมาถ่ายฟิล์มอย่างจริงจังกับ Hasselblad ผมถึงพบว่าในโลก Medium Format ก็มี fisheye เช่นกัน Hasselblad 30mm f/3.5 F-Distagon T* C นี่แหละจุดเปลี่ยน เพราะถ้า fisheye บนดิจิตอลหรือฟิล์ม 135 มันว้าวแล้ว… fisheye บนฟิล์ม 120 ยิ่งกว่านั้น ทั้งมุมกว้างสุดขอบ ความโค้งที่นุ่มขึ้น และความละเอียดแบบฟิล์มใหญ่ที่ให้ฟีลลิ่งไม่เหมือนใคร
พอมองย้อนกลับมา ผมถึงได้รู้ว่าเส้นทางถ่ายภาพทั้งชีวิต ไม่ว่าจะฟิล์มหรือดิจิตอล ไม่ว่าจะเปลี่ยนกล้องหรือค่ายกี่ครั้งก็ตาม เลนส์มุมมองแปลกใบนี้ก็ไม่เคยหายไปจากผมเลย ความผูกพันที่เพิ่งรู้ตัวเอาตอนนี้เอง

ตัวอย่างภาพจากกล้อง Fisheye No. 2 35 มม

ตัวอย่างภาพจากกล้อง DSLR ด้วยเลนส์

Nikon AF Fisheye-NIKKOR 16mm f/2.8D

Tokina 10–17mm f/3.5–4.5 DX Fisheye

ตัวอย่างภาพจากเลนส์ Hasselblad 30mm f3.5 F-Distagon T* C

❝ครั้งแรกที่เห็น fisheye สำหรับ medium format .. ว้าวมาก❞

Kodak Portra 400

Kodak Eastman Double X

Kodak Portra 800

❝ภาพที่ออกมา อาจไม่ perfect แต่เป็น ‘ภาพที่บอกว่าเราเคยอยู่ตรงนั้นจริงๆ’  และนั้นคือเสน่ห์ของfisheye ที่ผมคงไม่ทิ้งไปอีกนาน ❞

Categories
Article

เมื่อวันหนึ่งเครื่องสแกนฟิล์มตาย: อนาคตเราจะอยู่กันอย่างไร?

ถ้าคุณถ่ายฟิล์มอยู่เป็นประจำ คุณคงรู้จักชื่อเครื่องสแกนอย่าง Fuji Frontier หรือ Noritsu ดี เครื่องสแกนเหล่านี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ฟิล์มเนกาทีฟกลายเป็นไฟล์ดิจิทัลในโทนสีและคาแรกเตอร์ที่คนรักฟิล์มหลายคนชื่นชอบ แต่ก็ต้องยอมรับตามตรงว่าเครื่องเหล่านี้ถูกผลิตมาตั้งแต่ 20–30 ปีก่อน อะไหล่ก็เริ่มขาด ช่างซ่อมก็เหลืออยู่น้อยเต็มที

แล้วถ้าสักวันหนึ่ง ช่างซ่อมหมดไป อะไหล่หมดไป เครื่องดับลงแบบซ่อมไม่ได้เลยจริงๆ เราจะทำอย่างไร?

• ฟิล์มยังผลิตอยู่

• น้ำยาล้างยังผลิตอยู่

• แต่เครื่องสแกนที่ให้โทน “แบบ Fuji Frontier” ไม่มีอีกแล้ว

มันอาจเป็นฝันร้ายของคนถ่ายฟิล์มเลยก็ว่าได้ เพราะเครื่องสแกน flatbed อย่าง Epson V800 แม้จะพอใช้ได้ แต่หลายคนก็บอกว่ายังให้ “ลุค” หรือ workflow แบบ lab ไม่เหมือนเดิม

คำถามสำคัญก็คือ ทำไมถึงไม่มีใครพัฒนาเครื่องสแกนแนว mini-lab รุ่นใหม่ๆ ออกมาทดแทน? ทั้งที่ตลาดฟิล์มยังเดินอยู่ น้ำยาล้างยังมีขาย แต่สแกนเนอร์ระดับ lab ที่ “เราชอบ” กลับหยุดพัฒนาตั้งแต่ยุค 90s

ความเป็นไปได้

• ตลาดเครื่องสแกนฟิล์มใหม่อาจเล็กเกินไปสำหรับการลงทุนพัฒนา

• ราคาต้นทุนสูงมากเมื่อเทียบกับความต้องการ

• ผู้ผลิตอาจคิดว่า flatbed หรือสแกนกล้องดิจิทัล (DSLR scan) เพียงพอแล้ว

แต่สำหรับคนที่ต้องการ workflow เดิม สีเดิม ความเร็วเดิม frontier / noritsu แบบใหม่จริงๆ กลับไม่มีใครทำ

อนาคตทางรอด

• ศึกษาวิธีสแกนด้วยกล้องดิจิทัล (digital camera scanning) ที่คุณภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ

• เรียนรู้การแก้สีเองในโปรแกรม เช่น Negative Lab Pro หรือ ColorPerfect

• พยายามดูแลและรักษา Frontier / Noritsu ที่มีอยู่ให้ดีที่สุด

• เผื่อไว้สำหรับการพัฒนาของเทคโนโลยี AI ที่อาจมาช่วยจำลองลุคการสแกน Frontier ในอนาคต

บทเรียนสำคัญคือ

“ถ้าคุณยังรักสีจาก Frontier วันนี้ควรบำรุงมันให้ดีที่สุด เพราะพรุ่งนี้อาจไม่มีใครซ่อมให้คุณได้อีก”

Categories
Interview

Interview : Apple แอปเปิ้ล

#AppleLapisara

I shoot film: สวัสดีครับ

Apple: สวัสดีค่ะ แอปเปิ้ล ลาภิสรา อินทรสูต ค่ะ

I shoot film: จากการที่เราเป็นนักร้อง เป็นนักแสดง แต่ Director เนี่ยคือยังไง มาได้ยังไง อันนี้สนใจมาก อยากรู้มากเลยครับ

Apple: เออ จริงๆ ถ้าย้อนกลับไปตอนที่แอปเปิ้ลเรียนมหาวิทยาลัยค่ะ แอปเปิ้ลจบเอกการแสดงและกำกับการแสดง

I shoot film: อ๋อ

Apple: แต่ตอนปี 3 ปี 4 เราจะต้องเลือกว่าเราจะส่ง Directing หรือ Acting

I shoot film: ครับ

Apple: แอปเปิ้ลก็เลือกฝั่ง Directing ค่ะ แอปเปิ้ลก็ทำละครเวที กำกับละครเวที

I shoot film: อ๋อ

Apple: แล้วพอเรียนจบ แอปเปิ้ลมีเพื่อนเป็นนักร้องเยอะ เวลาเพื่อนให้ฟังเพลง หัวผู้กำกับมันก็มีไอเดีย มีภาพขึ้นมา เพื่อนก็เลยให้โอกาสกำกับ Music Video

Apple: หลังจากนั้นก็เริ่มมีงาน Directing เข้ามาเรื่อยๆ แอปเปิ้ลก็เลยไปเรียนต่อที่ New York Film Academy ที่ LA ค่ะ

I shoot film: โห

Apple: เมื่อปีที่แล้วเลยค่ะ เพราะเตรียมตัวจะกำกับ Series ในปีนี้ด้วย

I shoot film: มี Passion ยังไงถึงได้ไปถึง New York เลย

Apple: ตอนส่ง Thesis ที่มหาวิทยาลัย แอปเปิ้ลทำละครเวทีค่ะ แต่อยากเรียนลึกขึ้นในสาย Film ก็เลยไปเรียน Filmmaking ค่ะได้เรียนทั้ง Directing, Cinematography, Hands-on camera, วิธีประกอบกล้อง เรียน Scriptwriting นิดนึง, Producing, แล้วก็ Casting ด้วย เรียนแค่ประมาณ 1 เดือนค่ะ แต่ก็ได้ความรู้ ได้ Connection กับอาจารย์หลายคนเลยค่ะ

I shoot film: ที่ New York ใช่ไหม

Apple: เรียนที่ LA ค่ะ แต่เป็น Campus ของ New York Film Academy แอปเปิ้ลเลือก LA เพราะอยู่ในโลกของ Hollywood เลย ตรงข้ามโรงเรียนคือ Warner Bros. แล้วอาจารย์ที่สอนก็เป็นคนทำงานใน Hollywood จริง ๆ ด้วยค่ะ

I shoot film: แล้วอยู่ดีๆ ไปเรียนได้ยังไงอะ

Apple: แอปเปิ้ลเห็นพี่โดนัท มนัสนันท์ เป็นรุ่นพี่ค่ะ แล้วก็เห็นว่าเขาไปเรียนที่นั่น แอปเปิ้ลก็สนใจ เพราะเราจบที่เดียวกัน เป็นผู้หญิงเหมือนกัน เป็นนักแสดงเหมือนกัน ก็เลยไปถามพี่โดนัท ว่าต้องเตรียมตัวยังไง ใช้อะไรบ้าง แล้วก็ส่ง Application ไป เขาก็ Approve ให้ค่ะ

I shoot film: เรียนจบกลับมาแล้วเป็นยังไง รู้สึก Happy มากขึ้นไหม สนุกขึ้นไหม

Apple: ใช่ค่ะ สนุกมากขึ้นเลย เวลาคุยกับตากล้อง ทีมกล้อง เราเข้าใจมากขึ้น เข้าใจคำศัพท์ เข้าใจวิธีคิด เข้าใจภาพ เหมือนเราได้วิธีคิดแบบฝรั่งเพิ่มเข้ามาเยอะเลยค่ะ

I shoot film: แล้วเคยเทียบไหมว่า ผลงานก่อนเรียนกับหลังเรียนมันต่างกันยังไง

Apple: ก่อนเรียน งานของแอปเปิ้ลจะดู Basic เรียบง่าย แล้วก็ Feminine มากค่ะ แต่หลังเรียน มันมีความ Masculine มากขึ้น แสง สี Mood มันจะดูจัดขึ้น มีความ “ฝรั่ง” เพิ่มขึ้นค่ะ

I shoot film: จริง ๆ ตอนนี้กำลังเตรียมทำ Series ใช่ไหม

Apple: ใช่ค่ะ เป็น Girl’s Love Series จริง ๆ Thesis ก็ทำเรื่องหญิงรักหญิงนะคะ มันมาจากนิยายที่แอปเปิ้ลอ่านเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว แล้วมี Producer เห็นไอเดียเราแล้วเขาชอบมาก ก็เลยให้ทุนผลิตจริงเลยค่ะ

I shoot film: มี Director คนไหนเป็น Idol ไหม

Apple: ถ้าเริ่มจากตอนเรียนเลย ก็ Sofia Coppola ค่ะ

I shoot film: แล้วสไตล์การกำกับที่แอปเปิ้ลชอบล่ะ

Apple: ชอบ Thriller แบบ Suspense ดราม่าหนัก ๆ ค่ะ แต่เวลาทำ Music Video ส่วนใหญ่คนก็อยากให้ทำแนว Cute, K-pop style แบบที่ทำให้ Piglet แต่ก็จะแทรก Twist หรืออะไร Weird  เข้าไปใน Story ให้มันไม่ธรรมดา

I shoot film: แล้วถ้ามีโอกาสผลิตผลงานมากขึ้น อยากทำอะไร

Apple: ก็อยากได้ Project ที่ได้ลองทั้งภาพ เสียง Mood ต่าง ๆ ที่เป็นตัวเองมากขึ้นค่ะ

I shoot film: มองตัวเองในบทบาท Director ยังไง

Apple: การเป็น Director เหมือนเราเป็น “น้ำ” ที่เข้าไปอยู่ใน “แก้ว” คือเราควบคุม Tone ของเรื่อง แต่ถ้าเป็น Actor เราคือ “แก้ว” ที่รอให้คนมาเติมน้ำ เราต้องอยู่ในกรอบของ Director กับ Producer

I shoot film: แล้วชอบบทบาทไหนมากกว่ากัน

Apple: ถ้าตื่นเต้น ตื่นเต้นกับการเป็น Director ค่ะ แต่ถ้าพูดถึงความรักจริงๆ แอปเปิ้ลยังรักการเป็นนักแสดงมากที่สุด

I shoot film: แล้วเคย Direct เอง เล่นเองในงานเดียวกันไหม

Apple: เคยมีคนอยากให้ทำค่ะ แต่แอปเปิ้ลขอให้มี Co-director มาช่วยดูอีกคนนึง MV ที่เคยทำแบบนั้นชื่อ แผ่เมตตา เล่นคู่กับเมฆ จิรกิตติ์ ค่ะ

I shoot film: การเป็นผู้หญิงที่ต้องควบคุมกองถ่าย ทุกคนเชื่อมั่นในตัวแอปเปิ้ลไหม

Apple:กลัวคนไม่เชื่อ เลยบอกแม่ว่า ถ้าไม่ใช่งานแสดง ขอแม่อย่าไปกองด้วย เพราะเราต้องการให้ทุกคนเห็นว่าเราควบคุมได้จริง แต่ทีมงานก็น่ารัก เปิดใจรับฟัง แล้วก็ทำงานกันแบบให้เกียรติกันค่ะ

I shoot film: แล้วนอกจากงานแสดง กำกับ ช่วงว่างๆ ชอบทำอะไร

Apple: ชอบวาดรูปค่ะ ชอบเปิดเพลง ร้องเพลง เดี๋ยวนี้ก็เล่น Keyboard แล้วอัดเพลงลง Social media ด้วย

I shoot film: แล้วเรื่องถ่ายรูปยังทำอยู่ไหม

Apple: ยังถ่ายค่ะ โชคดีมีเพื่อนหน้าตาดีเยอะ มี Subject ให้ถ่ายเพียบ ใช้ทั้ง Film Camera, Disposable, Mirrorless เลยค่ะ ตอนนี้เพิ่งซื้อ Sony ตัวใหม่ กำลังศึกษา Feature กับ Lens เพิ่ม

I shoot film: แล้ว Film Camera ยังใช้อยู่ไหม

Apple: ใช้ค่ะ กำลังมองหาซื้อกล้องใหม่เพราะตัวเก่าเริ่มงอแง

I shoot film: งั้นฝากผลงานทั้งหมดเลยครับ

Apple: ตอนนี้มีซีรีส์ “รักปากแข็ง” ที่ถ่ายอยู่ จะออนแอร์ปี 68 ค่ะ แล้วก็มีซีรีส์ “Four Elements ตอน วิวาห์ปฐพี” ที่เปิดตัวไปแล้ว เล่นคู่กับน้องมิ้ม ปัณฑิตาค่ะ มีธุรกิจตู้ถ่ายรูปชื่อ “Shutter Booth” และ “Flip” ที่มีสาขาทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด.

แฟนๆ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวและผลงานได้ทาง Instagram: applelapisara, X (Twitter): applelapis, และ TikTok: applelapisara.

Categories
Back Issue

I SHOOT FILM / SPECIAL / PART 13

สวัสดีเพื่อนช่างภาพทุกคนครับ

เจอกันอีกครั้งในเล่มนี้กับ i shoot film magazine version ขาวดำ ที่ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นเคมีจากน้ำยาล้างฟิล์ม และแรงบันดาลใจจากแสงธรรมชาติที่ตกกระทบบนเนื้อกระดาษ

เล่มนี้เราขอพาเพื่อนๆ มาทำความรู้จักกับน้อง แอปเปิ้ล ลาภิสรา อินทรสูต ผ่านแฟชั่นเซ็ตที่เราได้ร่วมถ่ายทำกันบนฟิล์มขาวดำ พร้อม บทสัมภาษณ์ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องการทำงาน แต่ยังได้เห็นมุมมองชีวิตที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก นับจากที่น้องเคยมาขึ้นปกแมกกาซีนของเรา เมื่อหลายปีก่อน เชื่อว่าหลายคนจะยิ้มตาม และอินไม่แพ้ภาพสวยๆ ที่เราเก็บมาให้

ส่วนคอลัมน์ film tips ประจำฉบับนี้ เอาใจคนถ่ายขาวดำกันหน่อย กับวิธี “ป้องกันขี้กลากบนฟิล์มขาวดำ” ปัญหาที่หลายคนเจอบ่อย (แต่อายไม่กล้าถามใคร) เราเลยจัดให้แบบตรงไปตรงมา เข้าใจง่าย ใช้ได้จริง

สุดท้ายนี้ ขอบคุณทุกคนที่ยังอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นคนที่เพิ่งเริ่มจับกล้องฟิล์ม หรือมือเก๋าที่ล้างเองสแกนเองมานาน เราหวังว่า i shoot film จะยังเป็นพื้นที่เล็กๆ ที่ทำให้คุณรู้สึกว่า “เราไม่ได้ถ่ายอยู่คนเดียวบนโลกนะ”

แล้วพบกันในเล่มหน้า

กำพล กิตติพจน์วิไล

#ishootfilmmagazine

pintobook

meb: e-book

hytexts

anyflip

Categories
Article

การทดลองล้างฟิล์มร่วม: ทางเลือกใหม่ที่ประหยัดเวลาและยังคงคุณภาพ

ในการถ่ายภาพด้วยฟิล์มโดยเฉพาะฟิล์มขาวดำที่มีความหลากหลายทั้งด้านยี่ห้อและค่า ISO หนึ่งในขั้นตอนที่มักต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษคือการล้างฟิล์มเนื่องจากฟิล์มแต่ละชนิดมักมีข้อแนะนำในการล้างที่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอัตราส่วนน้ำยาอุณหภูมิหรือเวลาจึงเป็นเรื่องปกติที่จะต้องล้างแยกกันเพื่อรักษาคุณภาพของภาพถ่ายให้ดีที่สุด

อย่างไรก็ตามจากความสงสัยเล็กที่เกิดขึ้นในครั้งนี้นำไปสู่การทดลองใหม่ที่ท้าทายข้อจำกัดเดิมโดยมีเป้าหมายคือการล้างฟิล์มต่างชนิดร่วมกันด้วยสูตรที่เหมือนกันทุกประการทั้งในแง่ของเวลาอัตราส่วนและอุณหภูมิ

สำหรับการทดลองนี้ได้ใช้ฟิล์มขาวดำ 2 รุ่นที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันอย่างชัดเจนได้แก่

• Kentmere Pan 100

• Rollei RPX 25

โดยทั้งสองม้วนถูกล้างพร้อมกันด้วยน้ำยา ILFORD ILFOSOL 3 อัตราส่วน 1+9 ที่อุณหภูมิ 20°C เป็นเวลา 5 นาทีผลลัพธ์ที่ได้คือคุณภาพของภาพที่ยังคงมาตรฐานที่น่าพอใจขณะที่สามารถลดจำนวนรอบการล้างลงได้ครึ่งหนึ่งช่วยประหยัดทั้งเวลาแรงงานและทรัพยากร

บางครั้งการเปิดใจทดลองสิ่งใหม่ด้วยเหตุผลเพียงแค่อยากรู้ก็อาจนำไปสู่แนวทางการทำงานที่แตกต่างและมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยเฉพาะในโลกของการถ่ายภาพด้วยฟิล์มที่ยังคงเปิดพื้นที่ให้ค้นหาทดลองและตั้งคำถามกับทุกกระบวนการอยู่เสมอ

Categories
Interview

Interview : Tang Tang ตังตัง

สัมภาษณ์โดย: I Shoot Film Magazine
ผู้ให้สัมภาษณ์: ตังตัง นัฐรุจี วิศวนารถ

ตังตัง: ชื่อตังตังนะคะ นัฐรุจี วิศวนารถค่ะ

I Shoot Film: ชื่อตังตังนี่มาจากอะไร มีความหมายยังไงไหมครับ?

ตังตัง: จริงๆ ตอนเกิดคุณพ่อตั้งชื่อว่า “สตางค์” (สอเสือ ตอเต่า สระอา งองู คอควาย การันต์) ค่ะ แต่ตอนนั้นหนูไปทำวงไอดอล แล้วในวงมีอีกคนชื่อ “สตางค์” ด้วย เพราะหนูโตกว่า เลยเรียกกันว่า “สตางค์ใหญ่” หนูเลยรู้สึกไม่ค่อยโอเค ก็ไปบอกคุณแม่ว่าอยากเปลี่ยนชื่อ แต่ก็ไม่อยากให้เปลี่ยนไปไกลจากเดิมมาก เลยคิดว่า “ตังตัง” ก็น่ารักดี ก็เลยเปลี่ยนเป็นชื่อนี้ตั้งแต่นั้นมาค่ะ

Film : Rollei Infrared IR400

Develop : ILFORD ILFOTEC DD-X [1+4] 10min

I Shoot Film: เริ่มต้นเข้าวงการได้ยังไงครับ?

ตังตัง: งานแรกน่าจะเป็นงานโฆษณาค่ะ ตอนอายุประมาณ 19 ปี มีพี่คนหนึ่งมาทักว่า “ลองไปแคสโฆษณาขนมตัวนี้ไหม” หนูก็แบบ เอ๊ะ… ก็ลองไปดู ปรากฏว่าไปถึงเป็นคนสุดท้าย เขากำลังจะปิดแล้วด้วย แต่ก็แคสผ่าน แล้วก็เริ่มมีงานโฆษณาเข้ามาเรื่อยๆ หลังจากนั้นก็ไปประกวด “Gossip Girl” ของโมโนค่ะ

I Shoot Film: ประกวดจนได้ที่หนึ่งเลย?

ตังตัง: ใช่ค่ะ ได้ที่หนึ่งแล้วก็เซ็นสัญญากับโมโน 2 ปี ทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย แล้วก็มีโอกาสได้ไปเรียนต่อป.โท ที่ประเทศจีนค่ะ ก็เลยพักงานในวงการไป 2 ปี พอเรียนจบ กลับมาไทยก็มีพี่คนหนึ่งชวนไปออดิชั่นวงไอดอล ก็เลยได้เข้าวงใหม่ จากนั้นก็มีคนชวนไปเป็นวีเจคลื่นเพลงญี่ปุ่นที่ J-Channel ค่ะ

I Shoot Film: โอ้โห ทั้งไทย จีน ญี่ปุ่นเลยนะครับ

ตังตัง: ใช่ค่ะ หนูก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเพลงญี่ปุ่นหรอก แค่ดูอนิเมะบ้าง แต่เขาบอกว่าแค่คุยกับคนฟังสนุกๆ ก็พอ ก็เลยได้ลองเป็นวีเจ แล้วหลังจากนั้นก็มีคนชวนไปเล่นละคร มีโอกาสเป็นพิธีกรด้วย แล้วช่วงโควิดก็เริ่มลองสตรีมเกมออนไลน์ค่ะ

I Shoot Film: สตรีมเกมด้วย?

ตังตัง: ใช่ค่ะ ช่วงโควิดว่างๆ ก็ลอง แต่พอมีงานละครเข้ามาก็ต้องดรอปไปบ้าง หลังๆ มานี่กลับมาไลฟ์ TikTok แทนค่ะ คุยกับคนดู ร้องเพลง เต้นไปด้วย ล่าสุดก็ทำรายการ “โคตรหลอน” ที่เป็นแนวเรื่องผีค่ะ

I Shoot Film: ชื่อดูหลอนมาก แล้วเป็นคนกลัวผีไหมครับ?

ตังตัง: มากค่ะ! ก่อนทำรายการไม่กล้าแม้แต่ฟังเรื่องผีเลย ใครจะเล่าคือปิดหูเลย งึมงำไม่ฟัง แต่พอรู้ว่าเป็นรายการของพี่โอ๊ต ปราโมทย์ แล้วเราเป็นสายมู ก็เลยลองส่งเทปแคสดู สุดท้ายก็ผ่าน แล้วได้เจอกับพี่โอ๊ตกับพี่อู๋ค่ะ

Film : Berrger Pancro 400

Develop : D76 [stock] 9min

I Shoot Film: แล้วพี่โอ๊ตเลือกเพราะอะไรเหรอ?

ตังตัง: หนูไปถามพี่โอ๊ตทีหลัง เขาบอกว่า เคยเห็นหนูในยูทูบ ตอนนั้นหนูทำคลิปเลือกกล้องฟิล์ม เขาเลยจำได้

I Shoot Film: พูดถึงกล้องฟิล์มแล้ว เริ่มรู้จักกล้องฟิล์มได้ยังไงครับ?

ตังตัง: หนูตามเทรนด์เลยค่ะ เพราะทำยูทูบอยู่แล้ว ก็เลยเดินไปสะพานเหล็กเลย ก่อนหน้านั้นเคยใช้แค่กล้องดิจิตอลทั่วไป เช่น คาซิโออะไรแบบนั้นค่ะ กล้องฟิล์มตัวแรกคือกล้องใช้แล้วทิ้งค่ะ พอได้ล้างออกมาแล้วแบบ เฮ้ย! มันมีเสน่ห์ มันรอลุ้น มันมีอะไรบางอย่างที่ดิจิตอลให้ไม่ได้

Film : JCH StreetPan 400

Develop : ILFORD ILFOTEC DD-X [1+4] 9min

I Shoot Film: แล้วพอไหร่ถึงเริ่มใช้ Medium Format?

ตังตัง: ในหนึ่งปีค่ะ หนูค่อย ๆ ขยับจากกล้องใช้แล้วทิ้ง → กล้องสี่รู → Yashica จนเริ่มไต่ไป Medium Format เพราะทำเป็นคอนเทนต์ในยูทูบค่ะ ตอนแรกก็งงเหมือนกันว่ากล้องอะไรใหญ่ๆ หนักๆ แต่พอได้ส่องแล้วมันแบบ…สวยมากเลย

Film : Oriental Seagull 100

Develop : D76 [stock] 9min

I Shoot Film: ตอนนี้ยังถ่าย Medium อยู่ไหมครับ?

ตังตัง: ยังถ่ายค่ะ ตอนนี้ถ่าย Medium มากขึ้น เพราะรู้สึกว่าภาพมันมีมนต์ขลังแต่ถ้าไปเที่ยวเล่นๆ ก็ใช้ 35mm มากกว่านะคะ มันง่ายกว่า

Film : VIBE Photo 100 (135format)

ei iso 400

Develop : D76 [stock] 9min

I Shoot Film: มีคำแนะนำสำหรับน้อง ๆ หรือผู้หญิงที่อยากลองกล้องฟิล์มไหมครับ?

ตังตัง: แนะนำให้ศึกษาจากยูทูบเลยค่ะ มีเยอะมาก แล้วก็ควรรู้ว่าชอบแนวไหน ถ้าชอบสแนปๆ หนูแนะนำกล้องสี่รู สนุกมาก! แต่ถ้าอยากได้รูปที่มีมู้ดลึกๆ ชัดๆ ก็ลอง Medium Format ดูค่ะ

I Shoot Film: ตอนนี้ฟิล์มก็แพงขึ้นมากนะครับ

ตังตัง: ใช่ค่ะ เป็นอีกเหตุผลที่ถ่ายน้อยลงช่วงนี้เลย

I Shoot Film: มีฟิล์มโปรดไหม?

ตังตัง: ไม่ชอบโทนเหลืองๆ ค่ะ เลยชอบ Fujifilm มากกว่า

Film : Kodak TMAX 400PRO Expired 04.2002

Develop : ILFORD ILFOTEC DD-X [1+4] 8min

I Shoot Film: ชอบถ่ายรูปแนวไหน?

ตังตัง: ชอบแนวแคนดิดค่ะ ชอบถ่ายคนหัวเราะ คนขายของ คนทำงาน เวลาไปเที่ยวจะชอบเก็บภาพเหล่านี้ไว้

I Shoot Film: มีแพลนอะไรต่อในอนาคต?

ตังตัง: ยังสนใจวงการบันเทิงอยู่ค่ะ แต่อยากมีธุรกิจส่วนตัวด้วย เพราะหนูชอบของกิน ก็เลยกำลังมองธุรกิจขนมหรืออะไรที่เกี่ยวกับอาหารอยู่ค่ะ

I Shoot Film: ฝากช่องทางติดตามหน่อยครับ

ตังตัง: IG และ TikTok : @tangtangn_

YouTube และ Facebook : Tangtang Channel

ตอนนี้มีละครกำลังจะออนแอร์ และรายการประจำคือ โคตรหลอน ทุกวันพุธ เวลา 19.00 น.

Categories
Back Issue

I SHOOT FILM / SPECIAL / PART 12

ก่อนจะเริ่มต้นบทสัมภาษณ์พิเศษฉบับนี้ ผมชวน ตังตัง นางแบบประจำเล่มของเรา ย้อนกลับไปดูภาพปกของเธอที่วางเรียงอยู่บนกำแพงสตูดิโอ น้องเป็นหนึ่งในนางแบบคนแรกๆ ที่ได้ขึ้นปก i shoot film magazine และนับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ น้องก็ผ่านประสบการณ์ในวงการบันเทิงมาไม่น้อย

ในคอลัมน์ Special Interview เราจะพาทุกคนไปรู้จักตัวตนของตังตังให้มากขึ้น รวมถึงเหตุผลที่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้ หลงใหลการถ่ายภาพด้วยฟิล์ม และเลือกใช้กล้อง Medium Format ที่ทั้งใหญ่และหนักเป็นเพื่อนคู่ใจ

สำหรับคอลัมน์ Film Tips ฉบับนี้ เราจะพาไปดูเรื่องสำคัญที่ช่างภาพสายฟิล์มยุคนี้ไม่ควรมองข้าม นอกจากการเลือกฟิล์มให้เหมาะกับสไตล์ตัวเองแล้ว เครื่องสแกนฟิล์มก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อภาพโดยตรง โดยเฉพาะเมื่อต้องถ่ายด้วยฟิล์มขาวดำ

ขอบคุณทุกคนที่ยังหลงรักกลิ่นอายของฟิล์มและร่วมเดินทางไปกับเรา

May the Film be with you.

กำพล กิตติพจน์วิไล

Kumpol Kittiphotwilai

บรรณาธิการ Editor

#ishootfilmmagazine

pintobook

meb: e-book

hytexts

anyflip